⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1436/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2551

ป.อาญา ม.33

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ทำให้ยานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักสายไฟฟ้าโดยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ซึ่งมีข้อความว่า ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 335 โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้กึ่งหนึ่ง หาได้บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วยไม่ แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพตามฟ้องกรณีก็หาได้ฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.33

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 93, 335, 336 ทวิ ริบรถจักรยานยนต์และคีมตัดสายไฟของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) (ที่ถูก มาตรา 335 (7) (10) วรรคสอง), 336 ทวิ จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุก 9 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ริบของกลาง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี ยกคำขอที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักสายไฟฟ้าโดยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นการบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ซึ่งมีข้อความว่า ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 335 โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้กึ่งหนึ่ง หาได้บัญญัติให้ถือว่ายานพาหนะ นั้นเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วยไม่ ดังนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพตามฟ้อง กรณีก็หาได้ฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำขอที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนี้ เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่ 2 ที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยที่ 2 ย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี คำขอเพิ่มโทษให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2551 พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นายอนุวัฒน์หรืออนุพัฒน์ หรือโก อินบัว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดระยอง · จำเลย - นายอนุวัฒน์หรืออนุพัฒน์ หรือโก อินบัว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ · สิริรัตน์ จันทรา · ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 255/2503ฎีกา 5935/2537ฎีกา 4186/2536ฎีกา 6936/2562ฎีกา 7826/2560ฎีกา 7019/2549ฎีกา 4418/2548ฎีกา 7998/2561ฎีกา 7196/2554ฎีกา 13379/2555ฎีกา 4230/2563ฎีกา 21848/2555ฎีกา 9275/2544ฎีกา 2936/2564ฎีกา 5699/2562ฎีกา 3416/2540ฎีกา 3226/2558ฎีกา 4577/2558ฎีกา 5088/2563ฎีกา 1089/2559ฎีกา 1854/2563ฎีกา 1554/2521ฎีกา 512/2559ฎีกา 5610/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ