⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3682/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในคดีที่อัตราโทษอย่างต่ำไม่ถึงจำคุกห้าปี ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ และคำรับสารภาพนั้นถือเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

ย่อคำพิพากษา

ข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นอย่างไรและจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐานเช่นว่านั้น คำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มิใช่จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา คดีย่อมมีเหตุบรรเทาโทษ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 แม้จำเลยรับสารภาพแต่น้ำหนักบรรทุกเกินจำนวนมาก จึงไม่สมควรลดโทษให้ จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยรองอัยการสูงสุด รักษาการในตำแหน่งอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน มิใช่เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษที่จะลดโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่า ข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นอย่างไรและจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐานเช่นว่านั้นคำรับสารภาพของจำเลยจึงเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มิใช่จำเลยให้การรับสารภาพก็เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาคดีย่อมมีเหตุบรรเทาโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลดโทษแก่จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกเหล็กแผ่นมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นจำนวนมากถึง 16,680 กิโลกรัม แสดงว่าจำเลยไม่สนใจไยดีคิดที่จะปฏิบัติตามกฎหมายเสียเลย การใช้รถบรรทุกน้ำหนักเกินมากเช่นนั้นย่อมทำให้ถนนชำรุดทรุดโทรมได้โดยง่าย นอกจากรัฐจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการซ่อมแซมแล้วยังทำให้บุคคลอื่นที่จำต้องใช้ถนนดังกล่าวในการสัญจรได้รับความเดือดร้อนเพราะเหตุที่ถนนได้รับความเสียหายจากการบรรทุกน้ำหนักมากดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 เดือนและปรับ 3,000 บาท นั้น เห็นว่า เป็นโทษจำคุกระยะสั้นสมควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังเพื่อให้เหมาะสมแก่คดี และเมื่อลงโทษกักขังแล้วก็ไม่สมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะได้มีพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 25 มาตรา 29 และมาตรา 30 ยกเลิกความในมาตรา 61 และมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 1 เดือน เป็นโทษกักขัง 1 เดือนแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 และไม่ลงโทษปรับจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2551 พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา โจทก์ นายวิชัย แพทย์ไทย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา · จำเลย - นายวิชัย แพทย์ไทย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิทยา บุญชู · สิทธิชัย พรหมศร · พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 481/2526ฎีกา 180/2554ฎีกา 597/2485ฎีกา 1798/2550ฎีกา 913/2538ฎีกา 164/2553ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6416/2541ฎีกา 5557/2555ฎีกา 848/2545ฎีกา 406/2482ฎีกา 1957/2515ฎีกา 3423/2548ฎีกา 13516/2553ฎีกา 16889/2555ฎีกา 1790/2521ฎีกา 7245/2554ฎีกา 5806/2534ฎีกา 514/2486ฎีกา 2538/2528ฎีกา 6553/2547ฎีกา 1895/2492ฎีกา 199/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ