⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6497/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6497/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แม้บริษัทจะเลิกและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว แต่ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาจำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และเจ้าหนี้ยังสามารถฟ้องเรียกหนี้สินที่บริษัทเป็นหนี้อยู่ได้ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและจำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้ง บ. เป็นทนายความต่อสู้คดี และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 คดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เลิกบริษัทแล้ว และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2537 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1249 บัญญัติว่า "ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาจำเป็นเพื่อการชำระบัญชี" และมาตรา 1272 บัญญัติว่า "ในคดีฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้การชำระบัญชีสิ้นสุดไปแล้ว กฎหมายยังให้เจ้าหนี้ฟ้องเรียกหนี้สินที่บริษัทหรือผู้ถือหุ้นเป็นหนี้อยู่ได้ และคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกชำระหนี้ให้โจทก์ และเป็นการที่โจทก์ฟ้องก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเลิกบริษัท ตามบทบัญญัติดังกล่าวคู่กรณียังคงว่ากล่าวคดีกันต่อไปได้ และทนายความของจำเลยที่ 1 ยังคงมีอำนาจดำเนินคดีต่อไปตามที่ได้รับแต่งตั้งไว้ได้ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1272

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 26,989,589.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 18,756,657 บาท และ 305,510.95 บาท นับแต่วันที่ 28 มีนาคม 2530 และนับแต่วันฟ้องตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ให้ยกฟ้องโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์พร้อมคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ โดยศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาล 200,000 บาท มาชำระภายใน 15 วัน ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาต และให้นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระภายใน 15 วัน โจทก์ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาล ศาลชั้นต้นอนุญาตให้วางเงินค่าขึ้นศาลภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2544 จนกระทั่งวันที่ 4 ธันวาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์เพิ่งทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้เลิกบริษัทแล้ว และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 1 จึงสิ้นสภาพบุคคลตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 ทนายความของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 แล้ว ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป และดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในขณะยื่นคำฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตลอดมาโดยไม่ได้หยิบยกข้อเท็จจริงเรื่องจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีเสร็จสิ้นเข้าสู่ศาล ศาลจึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลหรือไม่ จนกระทั่งศาลได้มีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความ ทั้งโจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี และศาลไม่อนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ พฤติการณ์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และแม้ว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว แต่ทนายความของจำเลยที่ 1 ก็ยังมีหน้าที่ต้องจัดการอันสมควรทุกอย่างเพื่อรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและจำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งนายบุญชูเป็นทนายความต่อสู้คดี และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 คดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้เลิกบริษัทแล้ว และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2537 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทนายความของจำเลยที่ 1 มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 หรือไม่ และมีเหตุต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 บัญญัติว่า "ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้ได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็น เพื่อการชำระบัญชี" และมาตรา 1272 บัญญัติว่า "ในคดีฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นหรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้การชำระบัญชีสิ้นสุดไปแล้ว กฎหมายยังให้เจ้าหนี้ฟ้องเรียกหนี้สินที่บริษัทหรือผู้ถือหุ้นเป็นหนี้อยู่ได้ และคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 กับพวกชำระหนี้ให้โจทก์ และเป็นการที่โจทก์ฟ้องก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเลิกบริษัท ตามบทบัญญัติดังกล่าวคู่กรณียังคงว่ากล่าวคดีกันต่อมาได้ และทนายความของจำเลยที่ 1 ยังคงมีอำนาจดำเนินคดีต่อไปตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับแต่งตั้งไว้ได้ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2537 ตามคำร้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น... พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นเงิน 1,500 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6497/2551 บริษัทจิรรัชดาการ จำกัด โจทก์ บริษัทโรนิมมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทจิรรัชดาการ จำกัด · จำเลย - บริษัทโรนิมมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)คำนวน เทียมสอาด · ชาลี ทัพภวิมล · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายณรงค์ศักดิ์ เนียมนัด · ศาลอุทธรณ์ - นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2650/2547

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1470/2548ฎีกา 1071/2504ฎีกา 253/2506ฎีกา 2037/2539ฎีกา 2877/2547ฎีกา 365-388/2548ฎีกา 1532/2537ฎีกา 901/2508ฎีกา 5327/2539ฎีกา 2445/2533ฎีกา 1348/2523ฎีกา 428/2522ฎีกา 41/2493ฎีกา 8413/2544ฎีกา 4165/2533ฎีกา 2571/2523ฎีกา 2454/2517ฎีกา 2796-2801/2546ฎีกา 134/2524ฎีกา 6642/2548ฎีกา 1633/2525ฎีกา 2183/2518ฎีกา 1085/2534ฎีกา 9041/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา