⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7673/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7673/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การวินิจฉัยว่าการกระทำเป็นความผิดฐานใดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยได้ การกระทำที่พาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้เด็กจะสมัครใจไป ก็ถือเป็นการพรากเด็กไปจากอำนาจปกครองโดยปราศจากเหตุอันควร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317

ย่อคำพิพากษา

การวินิจฉัยว่าการกระทำเป็นความผิดฐานใดหรือไม่ เป็นการปรับข้อเท็จจริงเข้าสู่ข้อกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายและเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงมีอำนาจวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ความผิดฐานพรากเด็กมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็กไม่ให้ผู้ใดพรากเด็กไปเสียจากความปกครองดูแล เมื่อขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเพียง 12 ปีเศษ จึงต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 การที่วันที่ 10 วันที่ 12 และวันที่ 16 เมษายน 2547 จำเลยซึ่งเคยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 มาแล้วหลายครั้ง ได้นัดให้ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งพบกันขณะผู้เสียหายที่ 1 เดินไปส่งเพื่อนให้ไปพบจำเลยที่โรงเรียน จ. และกวักมือเรียกผู้เสียหายที่ 1 จากสนามบาสเกตบอลให้เข้าไปหาจำเลยแล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเรา และจำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 ในสนามแบดมินตันโรงเรียน จ. บอกให้ไปพบจำเลยที่แท็งก์น้ำด้านหลังแล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเรา แม้ในเบื้องต้นผู้เสียหายที่ 1 จะออกจากบ้านไปเองก็ถือไม่ได้ว่าพ้นจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และแม้ผู้เสียหายที่ 1 จะสมัครใจไปกับจำเลยก็ถือเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันควร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยนั่งดื่มสุรากับเพื่อนที่บ้าน ว. ผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้าน ว. และไปเข้าห้องน้ำ โดยจำเลยไม่ได้นัดแนะหรือบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำเช่นนั้น จำเลยเพียงฉวยโอกาสตามเข้าไปขอกระทำชำเราโดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม อันเป็นการมุ่งที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เพียงอย่างเดียว โดยมิได้เจตนาจะล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 317, 90, 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม 4 กระทง จำคุกระทงละ 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง 5 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง 5 กระทง จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 57 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 28 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 10 วันที่ 12 วันที่ 14 และวันที่ 16 เมษายน 2547 ไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 และศาลชั้นต้นกำหนดโทษในความผิดฐานอื่นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม คงลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานอื่น 18 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์คัดค้านว่า น. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 12 ปีเศษ เป็นบุตร บ. ผู้เสียหายที่ 2 และ ส. บิดามารดาเลิกร้างกัน ขณะเกิดเหตุพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบ้านจำเลย คือวันที่ 31 มกราคม 2547 กับคืนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาประมาณ 1 ถึง 2 นาฬิกา จำเลยปีนหน้าต่างห้องนอนเข้าไปกอดจูบลูบคลำกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมและคืนวันที่ 5 เมษายน 2547 เวลาประมาณ 21 ถึง 22 นาฬิกา จำเลยปีนหน้าต่างห้องนอนเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2547 เวลา 13.30 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายที่ 1 เดินไปส่งเพื่อนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับบ้านผู้เสียหายที่ 2 และได้พบกับจำเลย จำเลยนัดผู้เสียหายที่ 1 ให้ไปพบจำเลยที่โรงเรียน จ. ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าวแล้วจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราที่ข้างอาคารเรียนหลังหนึ่ง โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม เสร็จแล้วได้แยกย้ายจากกัน วันที่ 12 เมษายน 2547 เวลา 12.30 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายที่ 1 เล่นกับเพื่อนอยู่ที่สนามบาสเกตบอลในโรงเรียน จ. จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปจอดใต้ต้นไทรในโรงเรียนดังกล่าวและกวักมือเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปหา แล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราที่ข้างอาคารเรียนหลังเดิม โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม แล้วแยกย้ายจากกัน วันที่ 14 เมษายน 2547 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งเพื่อนที่บ้าน ว. แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำหลังบ้าน ว. จำเลยซึ่งนั่งดื่มสุรากับเพื่อนอยู่ที่บ้าน ว. อยู่แล้วได้ลุกจากวงสุราตามเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องน้ำดังกล่าวโดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมเสร็จแล้วจำเลยก็ออกจากห้องน้ำไปนั่งดื่มสุราต่อ และวันที่ 16 เมษายน 2547 เวลาประมาร 16 นาฬิกา เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายที่ 1 เล่นแบดมินตันอยู่ในสนามโรงเรียน จ. จำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไปบอกผู้เสียหายที่ 1 ให้ตามไปพบจำเลยที่แท็งก์น้ำด้านหลังแล้วจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราที่ข้างอาคารเรียนหลังเดิม โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม แล้วแยกย้ายจากกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 10 วันที่ 12 วันที่ 14 และวันที่ 16 เมษายน 2547 ไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ได้เองหรือไม่ และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ สำหรับปัญหาประการแรก เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง บัญญัติว่า "ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยอุทธรณ์เหล่านี้ผู้อุทธรณ์หรือศาลยกขึ้นอ้างได้ แม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นก็ตาม" ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงมีอำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ การวินิจฉัยว่าการกระทำใดเป็นความผิดฐานใดหรือไม่ เป็นการปรับข้อเท็จจริงเข้าสู่กฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายและเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงมีอำนาจวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 10 วันที่ 12 วันที่ 14 และวันที่ 16 เมษายน 2547 ตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา ไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาประการหลัง เห็นว่าความผิดฐานพรากเด็กมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็กไม่ให้ผู้ใดพรากไปเสียจากความปกครองดูแล คำว่า "พราก" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า จากไป พาเอาไปเสียจาก แยกออกจากกัน เอาออกจากกัน ดังนั้น คำว่า "พราก" ในความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 จึงหมายความว่าพาไปหรือแยกเด็กออกจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอมอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีการใด ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเพียง 12 ปีเศษ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บิดามารดาเลิกร้างกัน ขณะเกิดเหตุพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา ผู้เสียเสียหายที่ 1 จึงอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แม้ในวันที่ 10 วันที่ 12 และวันที่ 16 เมษายน 2547 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่จำเลยต้องหา ผู้เสียหายที่ 1 จะออกจากบ้านเดินไปส่งเพื่อนอยู่ในหมู่บ้าน หมู่ที่ 11 ตำบลอ่างทอง ไปเล่นกับเพื่อนอยู่ที่สนามบาสเกตบอลในโรงเรียน จ. และไปเล่นแบดมินตันอยู่ในสนามโรงเรียน จ. ตามลำดับ ก็ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 พ้นจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 วันดังกล่าวจำเลยซึ่งเคยแอบปีนหน้าต่างห้องนอนเข้าไปกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในบ้านของผู้เสียหายที่ 2 ในเวลาวิกาลมาแล้วหลายครั้ง ได้นัดให้ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งพบกันขณะผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราข้างอาคารเรียนหลังหนึ่ง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปจอดใต้ต้นไทรในโรงเรียน จ. และกวักมือเรียกผู้เสียหายที่ 1 จากสนามบาสเกตบอลให้เข้าไปหาจำเลยแล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราที่ข้างอาคารเรียนหลังเดิม และจำเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 ในสนามแบดมินตันโรงเรียน จ. บอกให้ไปพบจำเลยที่แท็งก์น้ำด้านหลังแล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปกระทำชำเราที่ข้างอาคารเรียนหลังเดิม แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะสมัครใจไปกับจำเลยก็เป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม แต่ในวันที่ 14 เมษายน 2547 จำเลยนั่งดื่มสุรากับเพื่อนอยู่ที่บ้าน ว. อยู่ก่อน ผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บ้าน ว. และไปเข้าห้องน้ำหลังบ้าน ว. เอง โดยจำเลยไม่ได้นัดแนะหรือบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ทำเช่นนั้น จำเลยเพียงแต่ฉวยโอกาสลุกจากวงสุราตามเข้าไปขอกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องน้ำดังกล่าวโดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม เสร็จแล้วจำเลยก็ออกจากห้องน้ำกลับไปนั่งดื่มสุราต่อโดยไม่ได้กระทำการอื่นใดแก่ผู้เสียหายที่ 1 อีก เห็นได้ว่าจำเลยมุ่งที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เพียงอย่างเดียว มิได้มีเจตนาที่จะล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีก 3 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมกับความผิดฐานอื่นเป็นจำคุก 52 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 26 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7673/2551 พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา โจทก์ นายนันทวิทย์ กาติ๊บ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา · จำเลย - นายนันทวิทย์ กาติ๊บ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรัส พวงมณี · ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว · พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1504/2547ฎีกา 2053/2528ฎีกา 138/2532ฎีกา 7651/2552ฎีกา 1672/2569ฎีกา 2147/2521ฎีกา 4943/2567ฎีกา 712/2559ฎีกา 2920/2554ฎีกา 4046/2536ฎีกา 2437/2515ฎีกา 4529/2545ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1774/2536ฎีกา 664/2520ฎีกา 7627/2541ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 9435/2554ฎีกา 7201/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ