⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7941/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7941/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน เป็นความผิดตามกฎหมาย การนำอาวุธปืนไปทิ้งเพื่อมิให้เจ้าพนักงานยึดถือได้ ไม่ถือว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองหรือเจตนาพาอาวุธปืน

ย่อคำพิพากษา

ผู้ตายตบและชกต่อยจำเลยจนจำเลยล้มลง ผู้ตายกระชากคอเสื้อจำเลยทำให้อาวุธปืนของผู้ตายหล่นออกจากตัวผู้ตาย ผู้ตายและจำเลยแย่งอาวุธปืนกันระหว่างนั้นจำเลยยิงปืน 2 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตาย การที่ผู้ตายตบและชกต่อยจำเลยจนล้มลงนับได้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นภยันตรายต่อจำเลยซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อป้องกันตนเองได้ ดังนั้นเมื่ออาวุธปืนของผู้ตายหล่นจากตัวผู้ตาย ในภาวะเช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากจะแย่งอาวุธปืนดังกล่าว เพราะหากผู้ตายแย่งอาวุธปืนได้ ผู้ตายอาจใช้อาวุธปืนยิงจำเลยได้ แต่ขณะที่แย่งอาวุธปืนกันจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึง 2 นัด นับว่าเป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปโดยมุ่งประสงค์จะนำไปทิ้งในแม่น้ำเพื่อมิให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนของกลางได้ เช่นนี้กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครอง เพราะจำเลยมิได้เจตนาจะยึดถือไว้อย่างเป็นเจ้าของทั้งการที่จำเลยนำอาวุธปืนของกลางติดตัวไปทิ้งถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาพาอาวุธปืนของกลางไป จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน แม้ความผิดฐานพาอาวุธปืนจะยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.69 ประมวลกฎหมายอาญา ม.290 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคแรก), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา จำคุก 6 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา จำคุก 4 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 8 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ อุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายและจำเลยชกต่อยและแย่งอาวุธปืนในลักษณะประชิดตัวกัน จำเลยย่อมไม่มีโอกาสเลือกยิงผู้ตายและจำเลยมิได้ยิงผู้ตายซ้ำ เมื่อเกิดเหตุจำเลยได้วิ่งหลบหนีไปพร้อมอาวุธปืน พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนา และพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จำเลยอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์กลับตั้งปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหรือจำเลยกับผู้ตายแย่งอาวุธปืนกันเป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นถูกผู้ตาย แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 โดยมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดีปรากฏพยานหลักฐานของคู่ความในสำนวนแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นายดนตรี ผู้ตายต่อว่าจำเลยส่งเสียงดัง จำเลยไสรถจักรยานยนต์ล้มไปถูกผู้ตาย ผู้ตายตบหน้าและชกต่อยจำเลย แล้วผู้ตายกับจำเลยแย่งอาวุธปืนกัน เป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นขึ้น 2 นัด ถูกผู้ตายที่โหนกแก้มซ้ายและชายโครงด้านซ้าน ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาหลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไปพร้อมอาวุธปืนโดยจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนา และพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในขณะเกิดเหตุโจทก์มีนางศิริกานต์รู้เห็นเพียงผู้ตายและจำเลยแย่งสิ่งของกันโดยไม่รู้เห็นว่าสิ่งของที่แย่งกันเป็นอะไร คงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่าผู้ตายตบและชกต่อยจำเลยจนล้มลง จากนั้นผู้ตายกระชากคอเสื้อของจำเลยแล้วชักอาวุธปืนออกจากกระเป๋ากางเกง จำเลยกลัวจึงแย่งอาวุธปืนจากผู้ตาย แล้วอาวุธปืนลั่น 2 นัด จำเลยหลบหนีไป ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบดังกล่าวเมื่อพิเคราะห์ประกอบคำเบิกความของนายพิษณุ พยานโจทก์ซึ่งก่อนเกิดเหตุนั่งดื่มสุรากับผู้ตายที่ว่าวันเกิดเหตุเห็นผู้ตายนำอาวุธปืนมาให้ดู และผู้ตายพกอาวุธปืนไว้ในกระเป๋ากางเกง เชื่อได้ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของผู้ตาย แต่อย่างไรก็ตามจำเลยให้การชั้นสอบสวนว่า เมื่อผู้ตายก้มลงจับคอเสื้อของจำเลย อาวุธปืนหล่นจากตัวผู้ตาย จำเลยหยิบขึ้นมา ผู้ตายแย่งอาวุธปืนจากจำเลย จำเลยแย่งอาวุธปืนกันไปมา จำเลยจับด้ามอาวุธปืนปรากฏว่านิ้วชี้ของจำเลยเข้าไปในไกปืน เมื่อผู้ตายและจำเลยแย่งอาวุธปืนกันไปมากระสุนจึงลั่นขึ้น ๒ นัด ติดต่อกัน ผู้ตายล้มลง จำเลยหลบหนีไปขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลย จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความตอบคำถามค้านว่า ในการสอบปากคำจำเลยมีทนายความร่วมฟังการสอบสวนด้วย เชื่อว่าจำเลยให้การชั้นสอบสวนตามความป็นจริง คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยจึงน่าจะเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของจำเลย ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนางศิริกานต์ว่า ระหว่างพาผู้ตายไปส่งโรงพยาบาล ผู้ตายพูดว่าจำเลยไม่น่าใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ผู้ตายไม่เอาเรื่องและหากรักษาบาดแผลหายแล้วจะมาทำความเข้าใจกับจำเลย แม้จะเป็นพยานบอกเล่า แต่นางศิริกานต์ได้รับการบอกกล่าวจากผู้ตายโดยตรงหลังเกิดเหตุ จึงรับฟังประกอบหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายตบและชกต่อยจำเลยจนจำเลยล้มลง ผู้ตายกระชากคอเสื้อจำเลยทำให้อาวุธปืนของผู้ตายหล่นออกจากตัวผู้ตาย ผู้ตายและจำเลยแย่งอาวุธปืนกัน ระหว่างนั้นจำเลยยิงอาวุธปืน ๒ นัด กระสุนปืนถูกผู้ตาย การที่ผู้ตายตบและชกต่อยจำเลยจนล้มลงนับได้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นภยันตรายต่อจำเลยซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อป้องกันตนเองได้ ดังนั้น เมื่ออาวุธปืนของผู้ตายหล่นจากตัวผู้ตายในภาวะเช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากจะแย่งอาวุธปืนดังกล่าว เพราะหากผู้ตายแย่งอาวุธปืนได้ผู้ตายอาจใช้อาวุธปืนยิงจำเลยได้ แต่ขณะที่แย่งอาวุธปืนกันจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึง 2 นัด นับว่าเป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเป็นบางส่วน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของผู้ตาย และได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยว่า หลังเกิดเหตุจำเลยได้นำอาวุธปืนของกลางติดตัวไปเพราะเกรงว่าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและนำอาวุธปืนไปทิ้งในแม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย เห็นว่า จำเลยนำอาวุธปืนของกลางไปโดยมุ่งประสงค์จะนำไปทิ้งในแม่น้ำเพื่อมิให้เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนของกลางได้ เช่นนี้กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองเพราะจำเลยมิได้เจตนาจะยึดถือไว้อย่างเป็นเจ้าของ ทั้งการที่จำเลยนำอาวุธปืนของกลางติดตัวไปทิ้งถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาพาอาวุธปืนของกลางไป จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน แม้ความผิดฐานพาอาวุธปืนจะยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายเพียงตบและชกต่อยจำเลย แต่จำเลยกลับยิงผู้ตายในระหว่างแย่งอาวุธปืนจากผู้ตายถึง 2 นัด พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย และเมื่อฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 ซึ่งศาลฎีกาจะต้องกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอลงโทษจำเลยในสถานเบาอีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 69 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7941/2551 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ นายวิชัย แซ่โง้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี · จำเลย - นายวิชัย แซ่โง้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด · วีระวัฒน์ ปวราจารย์ · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 9114/2552ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 3026/2517ฎีกา 1875/2547ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2963/2535ฎีกา 726/2487ฎีกา 848/2545ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ