⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8175/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8175/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือตามมาตรา 653 ป.พ.พ. อาจเกิดมีขึ้นในขณะกู้ยืมหรือภายหลังก็ได้ และไม่จำเป็นต้องมีการส่งมอบให้แก่กัน แม้คำให้การในคดีอาญาจะถือเป็นหลักฐานเป็นหนังสือได้ หากไม่มีหลักฐานการใช้เงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ให้ยืม ก็ไม่อาจนำสืบการใช้เงินได้

ย่อคำพิพากษา

หลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 653 นั้นอาจเกิดมีขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ และมิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มอบไว้แก่กัน แม้คำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีอาญาของศาลชั้นต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จะเกิดมีขึ้นภายหลังการกู้ยืมเงินและไม่มีการส่งมอบให้ไว้แก่กันก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยและโจทก์เป็นกรณีที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้เงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดง จำเลยจึงนำสืบการใช้เงินไม่ได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 64,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 47,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 47,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในข้อที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงและมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาเพียงว่า จำเลยจะนำสืบว่าได้ใช้เงินที่กู้ยืมแก่โจทก์แล้วได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า ขณะจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไม่มีการทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือแต่ต่อมาจำเลยได้เบิกความเป็นพยานไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2784/2539 ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 47,000 บาทเศษไปจากโจทก์ และโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยคำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีดังกล่าวมาเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง..." ศาลฎีกาเห็นว่า หลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือที่บัญญัติไว้ในบทกฎหมายดังกล่าว อาจเกิดมีขึ้นในขณะกู้ยืมเงินกันหรือภายหลังจากนั้นก็ได้ และมิได้จำกัดว่าจะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มอบไว้แก่กันดังที่จำเลยฎีกา แม้คำให้การพยานที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2784/2539 ของศาลชั้นต้นจะเกิดมีขึ้นภายหลังการกู้ยืมเงินและไม่มีการส่งมอบให้ไว้แก่กันก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยและโจทก์เป็นกรณีที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานการใช้เงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้ยืมมาแสดงจำเลยจึงนำสืบการใช้เงินไม่ได้ เพราะเป็นการต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8175/2551 นางอาจิณ ณ นคร โจทก์ นางขวัญใจ นามสม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอาจิณ ณ นคร · จำเลย - นางขวัญใจ นามสม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · ชาลี ทัพภวิมล · คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 320/2482ฎีกา 1345/2532ฎีกา 1462/2565ฎีกา 2923/2525ฎีกา 1452/2511ฎีกา 552/2548ฎีกา 2776/2525ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 94/2474ฎีกา 272/2490ฎีกา 1897/2538ฎีกา 199/2537ฎีกา 1277/2493ฎีกา 1578/2493ฎีกา 1313/2515ฎีกา 8732/2549ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 2195/2533ฎีกา 794/2509ฎีกา 3055/2526ฎีกา 1896/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ