⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1151/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1151/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การชำระเงินที่ผู้ชำระเข้าใจว่าตนมีหน้าที่ต้องชำระ แต่แท้จริงแล้วไม่มีหน้าที่ต้องชำระเพราะข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ไม่ถือเป็นการชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ หรือเป็นการชำระหนี้โดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย เงินที่ชำระไปทั้งหมดจึงต้องนำไปหักจากต้นเงินที่ค้างชำระ

ย่อคำพิพากษา

ธนาคาร ก. คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิ แต่เป็นการคิดดอกเบี้ยและนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระไปชำระดอกเบี้ยที่โจทก์กระทำไปฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงแต่ชำระเงินให้ธนาคาร ก. เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำการอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ หรือเป็นการชำระหนี้โดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย เมื่อธนาคาร ก. ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเนื่องจากข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ จึงต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้ไปแล้วทั้งหมดหักออกจากต้นเงินที่ค้างชำระ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.407 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.411

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ จำนวน 700,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารประกาศกำหนดซึ่งขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันสิ้นสุดของทุกเดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินและยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์ประกาศกำหนด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3968, 3816, 3822 และ 3890 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว โดยมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน ต่อมาธนาคารกรุงเทพฯ พณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้รายนี้แก่โจทก์และหยุดทำธุรกรรมตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2541 เป็นผลให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกัน ณ วันดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระ 710,332.81 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 982,692.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 701,319.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3968, 3816, 3822 และ 3890 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากจึงมีคำสั่งรับฟ้องและหมายเรียกให้จำเลยมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ย ให้การและสืบพยานโจทก์จำเลยในวันเดียวกัน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 342,651 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,290.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3968, 3816, 3822 และ 3890 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2546 รวม 14 ครั้ง เป็นเงิน 166,000 บาท ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 508,651 บาท ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2541 เป็นการชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินจำนวน 166,000 บาท เป็นหนี้ดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย เป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จึงไม่มีสิทธิได้รับคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 และมาตรา 411 ศาลชั้นต้นไม่อาจนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระนั้น เห็นว่าการคิดดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้กระทำไปฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงแต่ชำระเงินเท่านั้น การที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) คิดดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิ ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำการอันใดตามอำเภอใจเสมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ หรือเป็นการชำระหนี้โดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเนื่องจากข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ กรณีจึงต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไปแล้วทั้งหมดหักออกจากต้นเงินจำนวน 508,651 บาท ซึ่งเป็นหนี้ค้างชำระ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2541 ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การต่อสู้คดีตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ก็ตาม แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นำเงินจำนวน 166,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 508,651 บาท แล้วเหลือต้นเงินจำนวน 342,651 บาท จึงถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1151/2552 บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด โจทก์ นางบุษบา ใจแจ่ม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด · จำเลย - นางบุษบา ใจแจ่ม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · บุญรอด ตันประเสริฐ · สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2546/2518ฎีกา 933/2560ฎีกา 4259/2547ฎีกา 4133/2529ฎีกา 2013/2531ฎีกา 299/2490ฎีกา 8000/2553ฎีกา 999/2531ฎีกา 4934/2540ฎีกา 4362/2540ฎีกา 2167/2545ฎีกา 1288/2501ฎีกา 7909/2543ฎีกา 4709/2542ฎีกา 94/2515ฎีกา 775/2473ฎีกา 5079/2568ฎีกา 1565/2524ฎีกา 4690/2540ฎีกา 3652/2541ฎีกา 5311/2538ฎีกา 5457/2560ฎีกา 6129/2538ฎีกา 5463/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา