⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5079/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5079/2568

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามกฎหมาย ไม่ทำให้สัญญากู้เงินเป็นโมฆะ หากวัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ขัดต่อกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว คือยังไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่เมื่อวัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และบังคับตามสัญญาได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.411 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม.3 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,157,897 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 489,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับและให้โจทก์ชำระค่าทนายความให้จำเลย 20,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกู้ยืมเงินและนำที่ดินมาค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าสัญญากู้ยืมตกเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยรวมกันไป ได้ความว่า โจทก์ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 เห็นว่า การกระทำของโจทก์เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว คือยังไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่เมื่อวัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน บังคับตามสัญญาได้ ส่วนปัญหาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้สัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ในขณะทำสัญญา และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ที่ใช้บังคับในภายหลัง อันมีผลทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ แต่ต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมไปนั้นสามารถแยกออกจากวัตถุประสงค์ในการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดที่เป็นโมฆะได้ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืม กระทำการอย่างใด ๆ โดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม จำเลยจึงต้องรับผิดคืนต้นเงินที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด การที่โจทก์นำสัญญากู้มาฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าเป็นการชำระหนี้ของจำเลยเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 จำเลยหาอาจเรียกร้องให้คืนดอกเบี้ยที่ชำระได้ไม่ และให้นำดอกเบี้ยไปหักชำระต้นเงิน คงเหลือเงินต้นตามสัญญากู้เงินทุกฉบับรวม 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยได้แก้ไขมาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้เปลี่ยนดอกเบี้ยผิดนัดจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าว ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5079/2568 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. โจทก์ นาง ก. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. · จำเลย - นาง ก.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา · ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล · สมชาย พวงภู่
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงคำ - นายธีรดนย์ วงษ์จักร · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสมเจตน์ วิทยาผาสุข
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำผบ.(พ)490/2567

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2546/2518ฎีกา 1364/2514ฎีกา 933/2560ฎีกา 1783/2551ฎีกา 4259/2547ฎีกา 4133/2529ฎีกา 404/2565ฎีกา 299/2490ฎีกา 8000/2553ฎีกา 9571/2544ฎีกา 5162/2553ฎีกา 1913/2537ฎีกา 5669/2545ฎีกา 2167/2545ฎีกา 7391/2547ฎีกา 5298/2551ฎีกา 808/2511ฎีกา 6465/2552ฎีกา 1288/2501ฎีกา 4245/2565ฎีกา 7909/2543ฎีกา 1343/2505ฎีกา 473/2513ฎีกา 1680/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา