คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4012/2552
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ฟ้องเรียกหนี้เกินกว่าที่ตนมีสิทธิ แต่ได้นำสืบข้อเท็จจริงที่แสดงว่าหนี้เหลืออยู่จริงน้อยกว่าที่ฟ้องนั้น ไม่ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเกินกว่าสิทธิที่ตนมีตามกฎหมาย และไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ย่อคำพิพากษา
การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนหนึ่ง แต่โจทก์นำสืบว่าจำเลยชำระหนี้บางส่วนแล้ว คงเหลือหนี้ไม่ถึงจำนวนตามคำฟ้องนั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินจากจำเลยเกินกว่าสิทธิที่โจทก์พึงมีตามกฎหมายดังที่จำเลยฎีกา เนื่องจากจำเลยชอบที่จะต่อสู้คดีได้และหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลก็ไม่ได้พิจารณาเฉพาะคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาจากคำให้การจำเลยและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบ ดังนี้ พฤติการณ์ของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดีนี้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 163,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 154,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเรียกต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 163,625 บาท แต่โจทก์เบิกความว่าได้รับชำระหนี้จากจำเลยแล้วบางส่วน คงเหลือต้นเงินเพียง 90,000 บาทเศษ พฤติกรรมดังกล่าวของโจทก์บ่งชี้ว่าจงใจใช้สิทธิเรียกเอาเงินจากจำเลยเกินกว่าภาระหนี้ที่แท้จริง ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 พิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค4 วินิจฉัยว่า ถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต แต่เพื่อให้ผลการดำเนินคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล สมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ 1,417.50 บาท
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนหนึ่ง แต่โจทก์นำสืบว่าจำเลยชำระหนี้บางส่วนแล้วคงเหลือหนี้ไม่ถึงจำนวนตามคำฟ้องนั้น ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินจากจำเลยเกินกว่าสิทธิที่โจทก์พึงมีตามกฎหมายดังที่จำเลยฎีกา เนื่องจากจำเลยชอบที่จะต่อสู้คดีได้และหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลก็ไม่ได้พิจารณาเฉพาะคำฟ้องของโจทก์เท่านั้นแต่ต้องพิจารณาจากคำให้การจำเลยและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบ ดังนี้ พฤติการณ์ของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการฟ้องคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4012/2552
นางมุ้ยเกียว แซ่ตั้ง โจทก์
นายสมศักดิ์ ประติตัง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางมุ้ยเกียว แซ่ตั้ง · จำเลย - นายสมศักดิ์ ประติตัง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว · พีรพล พิชยวัฒน์ · พิสิฐ ฐิติภัค |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงขอนแก่น - นายมานะ ภูสอดเงิน · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | พ.2224/2550 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา