⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4135/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4135/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารสิทธิ แม้จะแตกต่างจากที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นตัวการ แต่ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ โดยไม่ต้องยกฟ้อง การลงลายมือชื่อแทน แม้เจ้าของลายมือชื่อจะให้ความยินยอม ก็ไม่ทำให้เป็นลายมือชื่อที่แท้จริง จึงเป็นเอกสารปลอม

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 40 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยแต่ละกระทงตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเพียง 13 กระทง ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารสิทธิ มิใช่เป็นตัวการดังที่โจทก์ฟ้อง เป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 86 ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ไม่จำต้องยกฟ้อง การลงลายมือชื่อแทน แม้เจ้าของลายมือชื่อจะให้ความยินยอมก็ไม่ทำให้เป็นลายมือชื่อที่แท้จริง จึงเป็นเอกสารปลอม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ ระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม 2534 เวลากลางวันถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2535 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งได้รับมอบหมายจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการของผู้เสียหาย สาขาประจวบคีรีขันธ์ มีหน้าที่จัดการดูแลทรัพย์สินของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้มีอาชีพและธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนได้ปลอมลายมือชื่อนางสาวทองสุข นางสาวนิภา นายบุญชัย ในคำขอกู้เงิน ช่องผู้ขอกู้ แบบรายการสำรวจหลักทรัพย์ในช่องผู้ขอกู้ ในช่องผู้นำสำรวจทรัพย์สินและผู้ถือกรรมสิทธิ์ หนังสือมอบอำนาจให้จำนองหนังสือมอบอำนาจให้ขึ้นวงเงินจำนอง หนังสือมอบอำนาจให้ซื้อดิน ในช่องผู้รับมอบอำนาจสัญญากู้เงินและบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้เงินช่องผู้กู้ ใบรับเงินและแคชเชียร์เช็คในช่องผู้รับเงินอันเป็นเอกสารและเอกสารสิทธิปลอมรวม 40 ครั้ง คิดเป็นเงิน 4,500,000 บาท โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางสาวทองสุข นางสาวนิภา และนายบุญชัย และจำเลยได้กระทำขึ้นเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง จำเลยได้ใช้เอกสารที่ปลอมขึ้นดังกล่าวแสดงต่อผู้เสียหายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายและพนักงานของผู้เสียหายหลงเชื่อแล้วจำเลยยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวไปโดยสุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 352, 353, 354, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 4,500,000 บาท แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย จำลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ก่อนสืบพยาน โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหายักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353 และ มาตรา 354 โจทก์และจำเลยแถลงไม่ค้าน ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะข้อหายักยอกเสียจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265 ประกอบด้วยมาตรา 86, 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 40 กระทง เป็นจำคุก 40 ปี แต่กรณีความผิดดังกล่าวกฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกอย่างสูงห้าปีซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้ลงโทษจำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265 ประกอบด้วยมาตรา 84, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 265 ให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 265 แต่กระทงเดียว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 13 กระทง เป็นจำคุก 13 ปี จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้งหมดแล้ว อันเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด นับว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 40 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยแต่ละกระทงตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเพียง 13 กระทง ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ใช้ให้นางสาวอุไร ปลอมลายมือชื่อนางสาวทองสุข กับ นางสาวนิภา และไม่ได้ใช้ให้นายธรรมนูญ ปลอมลายมือชื่อนายบุญชัย ในหนังสือมอบอำนาจ เอกสารการกู้ยืมเงิน และเอกสารการรับเงินกู้จากโจทก์ร่วมและฎีกาว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิด เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และเมื่อคดีนี้มีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้นศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้ให้นางสาวอุไร ปลอมลายมือชื่อนางสาวทองสุข กับนางสาวนิภา และใช้ให้นายธรรมนูญ ปลอมลายมือชื่อนายบุญชัย ในหนังสือมอบอำนาจ เอกสารการกู้ยืมเงิน และเอกสารการรับเงินกู้จากโจทก์ร่วมหลายครั้งรวมเป็นเงิน 4,500,000 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า เมื่อฟังได้ว่า จำเลยใช้ให้กระทำความผิดแตกต่างจากฟ้อง จะต้องยกฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ให้นางสาวอุไร และนายธรรมนูญ กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารสิทธิ มิใช่เป็นตัวการดังที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยในข้อหาเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ถูกต้อง แต่การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ไม่จำต้องยกฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ไม่จำต้องยกฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225........ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การที่นางสาวทองสุข และนางสาวนิภายอมให้นางสาวอุไรลงลายมือชื่อของนางสาวทองสุขและนางสาวนิภาแทน นายบุญชัยยอมให้นายธรรมนูญลงลายมือชื่อของนายบุญชัยแทน ทำให้เอกสารดังกล่าวตามฟ้องไม่เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสาวทองสุข และนายบุญชัยไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสาร แต่นางสาวอุไรและนายธรรมนูญเป็นผู้ลงลายมือชื่อแทน แม้นางสาวทองสุข นางสาวนิภา และนายบุญชัยจะให้ความยินยอมก็ไม่ทำให้ลายมือชื่อปลอมกลายเป็นลายมือชื่อจริง ดังนั้น เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 265 ประกอบมาตรา 86, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 265 จำเลยใช้เอกสารและเอกสารสิทธิโดยเป็นผู้สนับสนุนให้ปลอมเอกสารและเอกสารสิทธินั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารและเอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งการใช้เอกสารและเอกสารสิทธิในแต่ละครั้ง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4135/2552 พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วม นายวิวัฒน์ วณิชวิทยา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ · โจทก์ร่วม - ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายวิวัฒน์ วณิชวิทยา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ตรีวุฒิ สาขากร · พิทักษ์ คงจันทร์ · เฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 185/2535ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 681/2491ฎีกา 824/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 712/2559ฎีกา 4276/2534ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1638/2492ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1148/2534ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 2936/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา