⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 793/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้สิทธิผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่เป็นทางจำเป็น ต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน และให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้

ย่อคำพิพากษา

ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสาม บัญญัติถึงการที่จะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่นั้นต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หากโจทก์ทั้งสามสามารถออกสู่ทางสาะรณประโยชน์ถนนสายสามค้อ-บางบ่อ ได้จะต้องผ่านที่ดินถึง 7 แปลง แต่ถ้าโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ถนนสายบางบ่อ-ทุ่งสะเดา จะผ่านที่ดินจำเลยเพียงแปลงเดียว ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของ ม. มารดาโจทก์ทั้งสามและจำเลยซึ่งเป็นพยานโจทก์ทั้งสามว่า ขณะที่ ง. และพยานเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14487 และ 7795 มีทางเข้าออกด้านทิศตะวันออกผ่านที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวยาวตลอดแนวสู่ทางสาธารณะประโยชน์ถนนสายบางบ่อ-ทุ่งสะเดา ตามรูปแผนที่วิวาท แสดงว่า ง. และ ม.เคยใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวมาก่อนแล้ว ทั้งทางพิพาทยังเป็นทางเชื่อมต่อจากทางสาธารณะประโยชน์ที่อยู่ด้านทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์ทั้งสาม ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่เปรียบเทียบกันแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามจะผ่านทางพิพาทย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินที่ล้อมอยู่แต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ตามบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เพราะทางพิพาทผ่านที่ดินจำเลยเพียงแปลงเดียวโจทก์ทั้งสามจึงชอบที่จะขอให้จำเลยเปิดทางพิพาทในที่ดินจำเลยเป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินโจทก์ทั้งสามเพื่ออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ถนนสายบางบ่อ-ทุ่งสะเดา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1349

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยเป็นบุตรนายสง่า และนางม้วน เดิมสง่าและนางม้วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14487 และ 7795 ตำบลวังเย็น อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อประมาณ 40 ถึง 50 ปี ที่ผ่านมา นายสง่าและนางม้วนทำถนนในที่ดินทั้งสองแปลงตามแนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันออกเพื่อออกสู่ทางสาธารณะประโยชน์ถนนสายบางบ่อ-ทุ่งสะเดาต่อมาที่ดินแนดเลขที่ 7795 ถูกแบ่งแยกออกเป็น 7 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 4131, 4132, 4133, 4134, 4135, 4395 และ 7795 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2531 นายสง่าและนางม้วนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14487 ให้แก่จำเลยโดยมีข้อตกลงว่าให้ยกที่ดินส่วนที่เป็นทางเข้าออกเป็นทางสาธารณะ วันที่ 12 มกราคม 2538 นายสง่าและนางม้วนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4135 ให้แก่โจทก์ที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 ให้แก่โจทก์ที่ 3 และวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4131 และ 4132 ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ดินของโจทก์ทั้งสามถูกที่ดินของจำเลยและที่ดินของผู้อื่นปิดล้อมไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสามและบริวารรวมทั้งนายสง่าและนางม้วนจำเป็นต้องใช้ทางดังกล่าวในที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะประโยชน์ถนนสายบางบ่อ-ทุ่งสะเดา ซึ่งมีขนาดความกว้าง 4 เมตร ยาว 100 เมตร ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก เมื่อประมาณวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 จำเลยทำประตูเหล็กปิดกั้นทางพิพาท เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามเดือดร้อนไม่สามารถใช้ทางพิพาทออกไปสู่ถนนสาธารณะ โจทก์ทั้งสามแจ้งให้เปิดทางพิพาท แต่จำเลยไม่ยินยอม ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 14487 กว้าง 4 เมตร ยาว 100 เมตร ตามแนวเส้นสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องให้จำเลยรื้อถอนประตูเหล็กที่ปิดกั้นทางพิพาท หากจำเลยไม่รื้อขอให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้รื้อโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็นกว้าง 4 เมตร ในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 144487 ยาวตลอดแนวตามเส้นสีเขียวในแผนที่วิวาท ห้ามจำเลยปิดกั้นทางจำเป็นดังกล่าว และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสาม 1,500 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยเป็นบุตรนายสง่าและนางม้วน เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 14487 และที่ดินโฉนดเลขที่ 7795 มีชื่อนายสง่าและนางม้วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 14487 ด้านทิศเหนือจดที่ดินโฉนดเลขที่ 7795 และด้านทิศใต้จดทางสาธารณประโยชน์ถนนสายบางบ่อ-ทุ่งสะเดา ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2531 นายสง่าและนางม้วนจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 14487 ให้แก่จำเลยวันที่ 12 ธันวาคม 2537 นายสง่าและนางม้วนจดทะเบียนแบ่งหักเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14487 ของจำเลยและในวันดังกล่าว นายสง่าและนางม้วนจดทะเบียนแบ่งแยกในนามเดิมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7795 ออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9133, 4131, 4133, 4134 และ 4135 วันที่ 12 มกราคม 2538 นายสง่าและนางม้วนจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลที่ 4135 แก่โจทก์ที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 แก่โจทก์ที่ 3 ตามลำดับ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 4131 และ 4132 หลังจากนายสง่าและนางม้วนจดทะเบียนแบ่งแยกในนามเดิมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4131 แล้วเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 นายสง่าและนางม้วนจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4131 แปลงคงเหลือและที่ดินโฉนดเลขที่ 4132 แก่โจทก์ที่ 1 จึงทำให้ที่ดินโจทก์ทั้งสามมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ทางพิพาทภายในเส้นสีเขียวตามแผนที่วิวาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 14487 ของจำเลย ปัจจุบันจำเลยทำประตูเหล็กปิดกั้นทางพิพาทบริเวณทางออกสู่ทางสาธารณะประโยชน์ถนนสายบางบ่อ-ทุ่งสะเดา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่านอกจากทางพิพาทแล้ว โจทก์ทั้งสามสามารถผ่านที่ดินนายวิโรจน์ นายธานี และนางสุจิตรา ซึ่งออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ถนนสายสามค้อ-บางบ่อ ได้อีกทางหนึ่งนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม บัญญัติถึงการที่จะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่นั้นต้องเลือกให้พอสมควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากการเดินเผชิญสืบว่าหากโจทก์ทั้งสามสามารถออกสู่ทางสาธารณะประโยชน์ถนนสายสามค้อ-บางบ่อ ได้จะต้องผ่านที่ดินถึง 7 แปลง แต่ถ้าโจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ถนนสายบางบ่อ-ทุ่งสะเดา จะผ่านที่ดินจำเลยเพียงแปลงเดียว ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนางม้วนมารดาโจทก์ทั้งสามและจำเลยซึ่งเป็นพยานโจทก์ทั้งสามว่าขณะที่นายสง่าและพยานเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14487 และ 7795 มีทางเข้าออกด้านทิศตะวันออกผ่านที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวยาวตลอดแนวสู่ทางสาธารณประโยชน์ถนนสายบางบ่อ-ทุ่งสะเดา ตามรูปแผนที่วิวาท แสดงว่านายสง่าและนางม้วนเคยใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวมาก่อนแล้วทั้งทางพิพาทยังเป็นทางเชื่อมต่อจากทางสาธารณประโยชน์ที่อยู่ด้านทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์ทั้งสาม ดังนี้ เมื่อคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่เปรียบเทียบกันแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามจะผ่านทางพิพาทย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินที่ล้อมอยู่แต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้ตามบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เพราะทางพิพาทผ่านที่ดินจำเลยเพียงแปลงเดียว โจทก์ทั้งสามจึงชอบที่จะขอให้จำเลยเปิดทางพิพาทในที่ดินจำเลยเป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินโจทก์ทั้งสามเพื่อออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ถนนสายบางบ่อ-ทุ่งสะเดา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2552 นางเล็ก สวัสดี กับพวก โจทก์ นางหรือนางสาวทองคำ สวัสดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเล็ก สวัสดี กับพวก · จำเลย - นางหรือนางสาวทองคำ สวัสดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เรวัตร อิศราภรณ์ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล · มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6161/2538ฎีกา 1768/2548ฎีกา 1241/2491ฎีกา 3029/2538ฎีกา 9374/2538ฎีกา 9248/2544ฎีกา 475/2546ฎีกา 404/2507ฎีกา 1313/2493ฎีกา 389/2541ฎีกา 4564/2543ฎีกา 6369/2550ฎีกา 1730/2503ฎีกา 640/2510ฎีกา 1370/2520ฎีกา 653/2516ฎีกา 326/2533ฎีกา 7524/2538ฎีกา 311/2489ฎีกา 2490/2516ฎีกา 2714/2525ฎีกา 1194/2508ฎีกา 922/2520ฎีกา 6229/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ