⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9802/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9802/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและร่วมกันพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 339, 340 ตรี, 371 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมแล้วจำคุก 15 ปี 14 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้าย 2 คน ร่วมกันใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นจี้นางสาวอมรรัตน์ ผู้เสียหาย แล้วร่วมกันชิงรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน มมม กท 529 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองและร่วมกันพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์นั้น โจทก์มีนางสาวอมรรัตน์ ผู้เสียหาย มาเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 2 นาฬิกา พยานขับรถจักร-ยานยนต์ออกจากโรงแรมพิมานมาจอดติดไฟแดงที่สี่แยกเอราวัณ ซึ่งมีรถจักรยานยนต์อีกคันจอดติดไฟแดงอยู่ด้วยโดยมีผู้ชายซึ่งเป็นคนขับสวมหมวกนิรภัย จำเลยนั่งซ้อนท้ายใช้เสื้อลายพรางทหารคาดที่บริเวณศีรษะ เมื่อได้สัญญาณไฟเขียว พยานขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบริเวณบ้านโนนหัวช้าง รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับตามมาประกบรถผู้เสียหายนานประมาณ 3 นาที จำเลยชักอาวุธปืนออกจากเอวมาจี้เอวผู้เสียหายแล้วจำเลยใช้มืออีกข้างเข้ามาดึงกุญแจรถที่ผู้เสียหายขับทำให้เครื่องยนต์ดับทันทีแต่รถยังแล่นไปตามแรงเฉื่อยได้เล็กน้อย รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับไปจอดด้านหน้ารถของผู้เสียหาย จำเลยลงจากรถเดินมาหาผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายต้องเลี้ยวรถกลับพร้อมเข็นรถจักรยานยนต์ไปด้วยเพื่อหลบหนี จำเลยเดินตามมาติด ๆ ผู้เสียหายคิดว่าไม่สามารถหลบหนีจำเลยได้แล้วจึงทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ จำเลยใช้ลูกกุญแจที่ดึงไปเสียบที่รูกุญแจติดเครื่องยนต์ขับตามพวกของจำเลยหลบหนีไปทางตลาดเสาธง ผู้เสียหายโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะแจ้งเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบถึงรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย พาหนะที่ใช้รวมทั้งเส้นทางที่คนร้ายหลบหนีด้วย เห็นว่า แม้ว่าเหตุจะเกิดในเวลากลางคืน แต่ได้ความจากผู้เสียหายและพันตำรวจโทวีระชัย พนักงานสอบสวนที่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าสาธารณะที่ติดอยู่ริมทางและที่เกาะกลางถนน แม้ผู้เสียหายจะไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน แต่ผู้เสียหายมีโอกาสเห็นหน้าจำเลยหลายครั้งโดยครั้งแรกขณะที่จอดรถติดสัญญาณไฟแดง ครั้งที่ 2 เห็นขณะถูกขับรถตามประกบนานถึง 3 นาที แล้วเห็นจำเลยชักอาวุธปืนจากเอวมาจี้เอวผู้เสียหายพร้อมกับดึงกุญแจรถ ครั้งที่ 3 เห็นจำเลยขณะพวกของจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปดักหน้าผู้เสียหายแล้วจำเลยลงจากรถเดินมาที่ผู้เสียหายจนผู้เสียหายเลี้ยวรถกลับพร้อมกับเข็นรถไป มาเห็นจำเลยอีกครั้งเมื่อจำเลยนำกุญแจรถที่ดึงไปมาติดเครื่องยนต์รถของผู้เสียหายแล้วขับหลบหนีไป ขณะเกิดเหตุจำเลยมิได้มีอะไรปิดบังใบหน้ามีแต่ใช้เสื้อลายพรางทหารคาดไว้ที่บริเวณศีรษะ หลังจากเกิดเหตุประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้เสียหายเห็นจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลพบุรีก็ชี้ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายนอกจากนี้โจทก์ยังมีดาบตำรวจฉลอง เต็มแป้น มาเบิกความว่า ขณะที่พยานกับพวกปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณวงเวียนสระแก้ว พยานได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีคนร้าย 2 คน ระบุการแต่งกายและรถจักรยานยนต์ที่ใช้กระทำผิด พยานกับพวกใช้รถยนต์กระบะของกรมตำรวจไปที่เกิดเหตุ ระหว่างทางพบวัยรุ่น 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อและสีตามที่ได้รับแจ้งคนละคันแล่นสวนทางมา โดยคนร้ายคนแรกสวมหมวกนิรภัย ส่วนคนหลังใช้ผ้าคาดบริเวณต้นคอปิดเฉพาะปากไม่ปิดจมูก จึงหยุดรถพร้อมเรียกเพื่อขอตรวจค้น วัยรุ่นทั้งสองคนขับรถหลบหนี จึงขับรถยนต์ติดตามไปตลอดจนไปพบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายล้มอยู่ คนขับรถคันนี้ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ขับอยู่ข้างหน้าขับหนีไปทางซอยละโว้ 73 พยานแจ้งให้สายตรวจปิดล้อมเส้นทางที่คนร้ายจะขับรถผ่าน เมื่อพยานกับพวกตามไปได้พบรถของคนร้ายจอดอยู่ที่บริเวณทางโค้งจะออกซอยละโว้ 73 จึงแยกย้ายกันค้นหาคนร้ายทั้งสองแต่ไม่พบ จากการตรวจค้นรถจักรยานยนต์ของคนร้ายพบอาวุธปืน 1 กระบอก เสื้อแขนยาวลายพรางทหารและสมุดของโรงเรียนเทคโนโลยีละโว้ที่หน้าปกมีชื่อและนามสกุลของจำเลยปรากฏอยู่ ในเวลาต่อมาจำเลยไปที่สถานีตำรวจบอกว่าเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คันที่คนร้ายใช้กระทำผิดมาขอรับคืน พยานเห็นจำเลยจำได้ว่าเป็นคนร้ายที่ลักษณะตรงกับคนร้ายที่ขับรถสวนทางกันจึงเชิญตัวจำเลยไปให้ผู้เสียหายซึ่งอยู่ที่สถานีตำรวจในขณะนั้นดูตัว ผู้เสียหายเห็นจำเลยก็ยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่เอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป พยานโจทก์ปากนี้แม้จะเห็นหน้าจำเลยในขณะที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายสวนทางมา แต่ก็เห็นในระยะห่างไม่เกิน 1 เมตร เมื่อพยานให้สัญญาณจอด จำเลยชะลอความเร็วลดลงคล้ายกับจะตัดสินใจว่าจะจอดหรือไม่จอด ทั้งยังพบจำเลยกับพวกหลังจากรับแจ้งเหตุย่อมจะสนใจจำเลยที่ไม่สวมหมวกนิรภัยแต่ใช้ผ้าคาดบริเวณต้นคอปิดเฉพาะปากไม่ปิดจมูกมากยิ่งขึ้น ตรงที่ขับรถสวนกันก็เป็นถนนศรีอินทราทิตย์อันเป็นถนนในเมืองน่าจะมีแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าริมถนนทั้งยังมีแสงสว่างจากรถยนต์กระบะของพยานที่ส่องออกไป จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ปากนี้เห็นและจำหน้าจำเลยได้ ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายเบิกความว่า คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายใช้เสื้อลายพรางคาดที่ศีรษะแต่กลับให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับกุมตามบันทึกการจับกุมว่า คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายใช้เสื้อลายพรางปิดปากไว้ จึงแตกต่างกันอย่างชัดแจ้งนั้น เห็นว่า ขณะที่ผู้เสียหายเห็นจำเลยเป็นเวลาที่จำเลยกำลังก่อเหตุ แต่ในขณะที่ดาบตำรวจฉลองเห็นจำเลยเป็นเวลาที่จำเลยกำลังขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหลบหนี จำเลยสามารถใช้เสื้อเปลี่ยนจากคาดที่บริเวณศีรษะเป็นการปิดปากได้ง่ายและรวดเร็ว บันทึกการจับกุมดังกล่าวดาบตำรวจฉลองเป็นผู้ทำซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่ตนทราบ มิใช่จากคำให้การของผู้เสียหาย ดังนั้น จึงมิใช่ข้อแตกต่างกัน ที่จำเลยฎีกาว่าถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจำจำเลยได้ก็ต้องจับจำเลยทันทีไม่จำเป็นต้องให้ผู้เสียหายดูตัวจำเลยก่อน ผู้เสียหายเห็นจำเลยก็ต้องชี้ตัวจำเลยทันทีโดยไม่เกิดกังวลว่าจะใช่คนร้ายหรือไม่นั้น การที่ดาบตำรวจฉลองให้ผู้เสียหายซึ่งอยู่ที่สถานีตำรวจดูตัวจำเลยก่อนเพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นคนร้ายแน่ การกระทำดังกล่าวมิใช่ข้อพิรุธหรือข้อสงสัยว่าจะจำหน้าจำเลยไม่ได้ ส่วนผู้เสียหายก็เบิกความตอบทนายจำเลยไว้ด้วยว่าเหตุที่ตอนแรกไม่กล้าชี้ตัวก็เพราะเห็นจำเลยในระยะห่างประมาณสิบกว่าเมตร หลังจากนั้นก็ชี้ตัวจำเลยทันทีว่าเป็นคนร้าย ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของบุคคลที่มาขอยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยไป พนักงานสอบสวนน่าจะนำบุคคลดังกล่าวมาสอบสวนเพื่อพิสูจน์ความจริง แต่กลับไม่ดำเนินการให้นั้นก็เห็นว่า จำเลยอ้างว่านายประคอง กัญหา ขอยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปกับนายดำ ไม่ทราบนามสกุล พันตำรวจโทวีระชัย พนักงานสอบสวนได้ไปคัดสำเนาทะเบียนบ้านและรูปถ่ายของนายประคองมาให้ผู้เสียหายดูแล้ว ผู้เสียหายยืนยันว่าไม่ใช่คนร้าย ส่วนนายดำไม่สามารถดำเนินการอย่างใดได้ เพราะไม่ทราบนามสกุลจริง จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมาโดยตลอด หากเพื่อนของจำเลยเป็นคนร้ายก็ควรจะช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในการนำตัวบุคคลเหล่านั้นมาให้เจ้าพนักงานตำรวจสอบสวน แต่จำเลยกลับไม่ดำเนินการใด ๆ อีกทั้งการกล่าวอ้างว่าเพื่อนของจำเลยมายืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปโดยมีตัวจำเลยมาเบิกความเพียงปากเดียว ย่อมไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างคำเบิกความของพยานโจทก์ได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์มานั้นชอบแล้ว สำหรับฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าการกระทำของจำเลยต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาทการกระทำผิดของจำเลยยังใช้อาวุธปืนอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 ตรี อันต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่งด้วยที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์มีกำหนด 15 ปี จึงเป็นโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วไม่อาจลดโทษให้อีกได้ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9802/2552 พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี โจทก์ นายพรเทพ กัญญา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี · จำเลย - นายพรเทพ กัญญา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · นายสมชาย พันธุมะโอภาส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลพบุรี - นายธีรพล พรแก้ว · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเศกสิทธิ์ สุขใจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.6088/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2581/2548ฎีกา 529/2509ฎีกา 1597/2532ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5999/2544ฎีกา 593/2510ฎีกา 1336/2553ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 619/2513ฎีกา 2279/2515ฎีกา 1268/2515ฎีกา 213/2554ฎีกา 1270/2506ฎีกา 1875/2547ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา