⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10544/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10544/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ยังไม่ได้มีการชำระราคาครบถ้วนตามที่ตกลงกัน ผู้จะซื้อยังไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินนั้น และการเข้าครอบครองที่ดินของผู้จะซื้อเป็นการครอบครองแทนผู้จะขาย

ย่อคำพิพากษา

ตามหนังสือสัญญาซื้อขายระบุว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อได้ชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่ พ. ซึ่งเป็นผู้ขายไป 2,000,000 บาท ครบถ้วนแล้ว และ พ. ให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่วันทำสัญญา แต่จากคำเบิกความของโจทก์ได้ความว่าโจทก์ชำระราคาไปเพียง 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเมื่อโอนชื่อกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโจทก์อธิบายว่าที่ดินพิพาทไม่มีเอกสารสิทธิแต่มีใบ ภ.บ.ท. 5 ที่ พ. และ จ. นำมาให้ดูว่าเป็นหลักฐานแสดงการครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงตกลงซื้อ ที่โจทก์เบิกความถึงการโอนชื่อ จึงหมายถึงการเปลี่ยนชื่อผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ในเอกสารดังกล่าวมาเป็นชื่อของโจทก์ ดังที่ได้ความจาก พ. ว่า วันที่ไปโอนที่ดินพิพาทที่ซื้อจาก น. ได้มีการเปลี่ยนชื่อผู้เสียภาษีที่ดินในใบ ภ.บ.ท. 5 มาเป็นชื่อของ พ. ดังนี้ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ฝ่าย พ. ผู้จะขายไม่ติดใจเรียกร้องให้โจทก์ผู้จะซื้อชำระราคาส่วนที่เหลือจะถือว่าฝ่าย พ. สละการครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหากโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทก็เป็นการครอบครองแทนฝ่าย พ. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1377

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์มีสิทธิรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งบริวารออกจากที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลวังน้ำเย็น อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 24,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าขาดประโยชน์เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า ตั้งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลวังน้ำเย็น อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างอ้างสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นายสายันต์ นายเปรื่อง นางนวลจันทร์ และนายพินิจ เป็นพยานเบิกความถึงที่มาของที่ดินพิพาทได้ความว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางน้อย มารดาของจำเลยที่ 2 ในปี 2531 นายพินิจและนางนวลจันทร์ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนางน้อย ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ แต่นายพินิจไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว ต่อมานายพินิจทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวระบุว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อได้ชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่นายพินิจซึ่งเป็นผู้ขายไป 2,000,000 บาท ครบถ้วนแล้ว และนายพินิจให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่วันทำสัญญา แต่จากคำเบิกความของโจทก์ได้ความว่า โจทก์ชำระราคาไปเพียง 1,000,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเมื่อโอนชื่อกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโจทก์อธิบายว่าที่ดินพิพาทไม่มีเอกสารสิทธิแต่มี ใบ ภ.บ.ท. 5 ที่นายพินิจและนางนวลจันทร์นำมาให้ดูว่าเป็นหลักฐานแสดงการครอบครองที่ดินพิพาทโจทก์จึงตกลงซื้อ ที่โจทก์เบิกความถึงการโอนชื่อ จึงหมายถึงการเปลี่ยนชื่อผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ในเอกสารดังกล่าวมาเป็นชื่อของโจทก์ ดังที่ได้ความจากนายพินิจว่า วันที่ไปโอนที่ดินพิพาทที่ซื้อจากนางน้อยได้มีการเปลี่ยนชื่อผู้เสียภาษีที่ดินในใบ ภ.บ.ท. 5 มาเป็นชื่อของนายพินิจ ดังนี้ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าฝ่ายนายพินิจผู้จะขายไม่ติดใจเรียกร้องให้โจทก์ผู้จะซื้อชำระราคาส่วนที่เหลือจะถือว่าฝ่ายนายพินิจสละการครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท หากโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทก็เป็นการครอบครองแทนฝ่ายนายพินิจ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น และเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ได้ฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพากษาเป็นของจำเลยทั้งสอง เพียงแต่อ้างมาเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดตามฟ้องเท่านั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในส่วนที่ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ต่อไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10544/2553 นายสุนทร วิลาวัลย์ โจทก์ นายสมพร ปลาทอง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุนทร วิลาวัลย์ · จำเลย - นายสมพร ปลาทอง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา · พิทยา บุญชู · สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 759/2494ฎีกา 2757/2538ฎีกา 712-713/2520ฎีกา 1057/2515ฎีกา 1405/2515ฎีกา 1280/2492ฎีกา 107/2493ฎีกา 138/2499ฎีกา 7706/2548ฎีกา 607/2506ฎีกา 975/2519ฎีกา 1293/2538ฎีกา 6163/2537ฎีกา 1575/2531ฎีกา 844/2508ฎีกา 805/2506ฎีกา 2744/2517ฎีกา 402/2548ฎีกา 1884/2505ฎีกา 779/2535ฎีกา 663/2488ฎีกา 2626/2525ฎีกา 3297/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ