⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12039-12042/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12039-12042/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่ทำขึ้นภายหลังจากลูกจ้างพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว มีผลสมบูรณ์และผูกพันลูกจ้าง หากข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

ย่อคำพิพากษา

สิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เป็นสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่สมัครใจทำข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวนดังกล่าวภายหลังจากที่จำเลยเลิกจ้าง ซึ่งในขณะนั้นโจทก์ทั้งสี่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยและมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของตนเองได้ เพราะพ้นพันธกรณีและอำนาจบังคับบัญชาจากจำเลยไปแล้ว ข้อตกลงอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์ หาได้ขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะส่งผลให้เป็น โมฆะแต่อย่างใดไม่ โจทก์ทั้งสี่จึงต้องผูกพันและปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และเรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลย โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 599,840 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 599,840 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 495,520 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 495,520 บาท ค่าทำงานในวันหยุดแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 52,300 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 52,300 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 36,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 36,000 บาท ค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 252,976 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 252,976 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 187,776 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 187,776 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ของต้นเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า ค่าจ้างที่โจทก์ทั้งสี่ได้รับจากจำเลย วันที่จำเลยจ่ายค่าจ้างกับวันเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่เป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การของโจทก์ทั้งสี่และจำเลย รายได้ย้อนหลัง 6 เดือน ของโจทก์ทั้งสี่ก่อนถูกเลิกจ้างในเรื่องเงินเดือน เงินจูงใจ เงินอุดหนุนค่าเช่าบ้าน เงินอื่นๆ ค่าทำงานในวันหยุด และรายได้รวมเป็นไปตามเอกสาร ระหว่างที่โจทก์ทั้งสี่เป็นลูกจ้างจำเลยได้ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติและในวันหยุด มีจำนวนชั่วโมงตามเอกสาร จำเลยกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าเที่ยวหรือเงินจูงใจให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยคำนวณค่าเที่ยวเท่ากับระยะทางวิ่งที่มีสินค้า (กิโลเมตร) คูณด้วยน้ำหนักบรรทุก (ตัน) คูณอัตราตัวแปรสินค้าเป็นไปตามเอกสาร เมื่อโจทก์ทั้งสี่และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงอันถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกัน เพื่อยุติข้อพิพาท ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี และโจทก์ทั้งสี่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว ตามสำเนาบันทึกการเจรจา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ว่า การที่โจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสำเนาบันทึกการเจรจาซึ่งระบุไว้ในข้อ 3 ว่า หากนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าครบถ้วนแล้ว ลูกจ้างไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นๆ เช่น ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากนายจ้างอีกต่อไป และโจทก์ทั้งสี่รับว่าได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว นั้น โจทก์ทั้งสี่ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดจากจำเลยตามฟ้องได้อีกหรือไม่ เห็นว่า คำว่า "เงินอื่นๆ" ที่ระบุไว้ในสำเนาบันทึกการเจรจาข้อ 3 หากเทียบกับตัวอย่างต่อท้ายที่ยกขึ้นระบุไว้ ย่อมเล็งเห็นถึงความประสงค์ของโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยว่าให้ หมายถึง เงินทุกประเภทอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมายจากนายจ้างก่อนที่มีการเลิกจ้าง ซึ่งมีความหมายรวมถึงค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามที่โจทก์ทั้งสี่เรียกร้องมาด้วย สิทธิเรียกเงินประเภทดังกล่าวตามที่โจทก์เรียกร้องมานั้น แม้เป็นสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่สมัครใจทำข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องดังกล่าวภายหลังจากที่จำเลยเลิกจ้าง ซึ่งในขณะนั้นโจทก์ทั้งสี่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยและมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของตนเองได้ เพราะพ้นพันธะกรณีและอำนาจบังคับบัญชาจากจำเลยไปแล้ว ข้อตกลงอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์ หาได้ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันจะส่งผลให้เป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ โจทก์ทั้งสี่จึงต้องผูกพันและปฏิบัติตามบันทึกการเจรจา เมื่อโจทก์ได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลยครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินอื่นๆ ซึ่งหมายรวมถึงค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดดังที่วินิจฉัยข้างต้นเพราะสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่ยอมสละแล้วซึ่งย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจจะรื้อฟื้นสิทธิที่ระงับไปแล้วตามกฎหมายมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้อีก ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12039 - 12042/2553 นายสุบิน แตงอ่อน กับพวก โจทก์ บริษัทรุ่งโรจน์วิกรัย จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุบิน แตงอ่อน กับพวก · จำเลย - บริษัทรุ่งโรจน์วิกรัย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิพนธ์ ใจสำราญ · ดิเรก อิงคนินันท์ · อนันต์ ชุมวิสูตร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานภาค 2 - นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 7200/2540ฎีกา 933/2560ฎีกา 2335/2551ฎีกา 961/2566ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8732/2549ฎีกา 4332/2536ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 11912/2553ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 953/2505ฎีกา 2257/2543ฎีกา 8739/2551ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 5162/2553ฎีกา 7631/2552ฎีกา 4541/2550ฎีกา 174/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา