⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12603/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12603/2553

ฉ้อโกงประชาชน

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 343 ได้ แม้โจทก์จะอ้างมาตรา 341 ก็ตาม หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน.

ย่อคำพิพากษา

ตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 343 โดยไม่ได้อ้าง ป.อ. มาตรา 341 แต่ความผิดฐานดังกล่าวก็เป็นการกระทำที่มีองค์ประกอบมาจากความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรกได้ ไม่เป็นการเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประมวลกฎหมายอาญา ม.343

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, 91, 83 และให้จำเลยคืนเงิน 141,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง กับการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ฯ มาตรา 91 ตรี อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสามนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยกับพวกชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายทั้งสามจนเป็นที่พอใจและได้ทำบันทึก มีใจความว่าผู้เสียหายทั้งสามไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งหรืออาญาแก่จำเลยกับพวกอีกต่อไป ต้องถือว่าสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายของผู้เสียหายทั้งสามย่อมระงับไปตามบันทึกดังกล่าว ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง และฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และยังคงลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานหรือส่งคนหางานไปต่างประเทศและไม่ได้หลอกลวงโดยประกาศหรือโฆษณาหรือบรรยายแก่ประชาชนทั่วไปนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นคนหางานให้ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียหรือไม่ จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยกล่าวอ้าง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เพียงมาตราเดียวโดยไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ก็ตาม แต่ความผิดฐานดังกล่าวก็เป็นการกระทำที่มีองค์ประกอบมาจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสามและประชาชนทั่วไป จึงเท่ากับเป็นการอ้างถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 โดยปริยายแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343วรรคแรกได้ ไม่เป็นการเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12603/2553 พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม โจทก์ นายวสันต์ บริบูรณ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม · จำเลย - นายวสันต์ บริบูรณ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปัญญา สุทธิบดี · สุรศักดิ์ สุวรรณประกร · สุรพันธุ์ ละอองมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครพนม - นางมาณพิกา มุลพรม อาภาศิริผล · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางศรีวิไล ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2735/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 6196/2534ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 16889/2555ฎีกา 967/2501
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา