⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13846/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13846/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิ แม้ทรัพย์สินนั้นมิใช่ของผู้ถูกบังคับคดี และผู้รับโอนสิทธิดังกล่าวก็ได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกัน

ย่อคำพิพากษา

ธนาคาร ก. ผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิมิให้เสียไป แม้ที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากธนาคาร ก. อีกทอดหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นผู้สืบสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ตามมาตรา 1330 เช่นเดียวกัน แม้มิใช่ผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยตรงก็ตาม แม้โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทโดยทราบมาก่อนว่าจำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นในที่ดินพิพาทเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปีแล้ว โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และจำเลยมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เป็นหลักฐานจำเลยก็ไม่อาจยกสิทธิดังกล่าวขึ้นใช้ยันสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดีกว่าสิทธิของจำเลย เมื่อโจทก์ทั้งสองบอกกล่าวด้วยวาจาไม่จำต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นกับให้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยยังคงเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1330

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายบ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 1 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง และสิ่งปลูกสร้างอื่นของจำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง โดยภาระของจำเลย และห้ามไม่ให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสองต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการใช้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้วเสร็จ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาวน้ำฝน ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายบ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 1 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง และสิ่งปลูกสร้างอื่นออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยกับบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายบ้านเรือนออกไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เดิมนายจาบ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เนื้อที่ 2 ไร่ 80 ตารางวา จำเลยอ้างว่านางฟุ้ง นางเกตุ และจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินพิพาท เนื้อที่ 2 งาน ที่ดินพร้อมบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นของจำเลยอยู่ในส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 ครั้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 จากนายจาบ จำเลย โดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินดังกล่าวจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และในวันเดียวกันโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนให้โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของร่วม เห็นว่า ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6295 รวมทั้งที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิมิให้เสียไป แม้ที่ดินพิพาทมิใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา หรืออีกนัยหนึ่งที่ดินพิพาทเป็นของบุคคลอื่นหรือเป็นของจำเลยคดีนี้ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อีกทอดหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นผู้สืบสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ตามมาตรา 1330 เช่นเดียวกัน แม้โจทก์ทั้งสองจะมิใช่ผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยตรงก็ตาม หรือโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวโดยทราบมาก่อนว่าจำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นในที่ดินพิพาทเป็นเวลานานมาแล้ว ก็มิได้เป็นการซื้อขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการสละสิทธิในส่วนที่ดินพิพาทดังที่จำเลยฎีกา เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดนำมาปรับแล้วทำให้เกิดผลเป็นเช่นนั้น หรือการที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นอย่างถาวรในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี แล้วโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เป็นหลักฐาน ก็ไม่อาจยกสิทธิดังกล่าวขึ้นใช้ยันสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดีกว่าสิทธิของจำเลย และเมื่อโจทก์ทั้งสองบอกกล่าวด้วยวาจาไม่จำต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นกับให้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยยังคงเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13846/2553 นายเสถียร เรืองรัตน์ กับพวก โจทก์ นางสมบุญ อยู่สบาย โดยนางสาวน้ำฝน อยู่สบาย ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเสถียร เรืองรัตน์ กับพวก · จำเลย - นางสมบุญ อยู่สบาย โดยนางสาวน้ำฝน อยู่สบายผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบัติ เดียวอิศเรศ · พันวะสา บัวทอง · พิศล พิรุณ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8223/2542ฎีกา 482/2525ฎีกา 2775/2541ฎีกา 437/2508ฎีกา 5768/2534ฎีกา 2644/2530ฎีกา 26/2537ฎีกา 746/2509ฎีกา 1939/2538ฎีกา 5332/2533ฎีกา 2970/2543ฎีกา 1565/2530ฎีกา 6087/2551ฎีกา 1429-1430/2525ฎีกา 1221/2540ฎีกา 1015/2527ฎีกา 7822/2547ฎีกา 875/2501ฎีกา 1635/2509ฎีกา 2452/2535ฎีกา 4582/2536ฎีกา 2144/2537ฎีกา 112/2539ฎีกา 823/2487
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ