⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7429/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่อ้างว่าละเมิดลิขสิทธิ์ จะไม่ครบองค์ประกอบความผิดหากผู้กระทำไม่ได้กระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญากรุงเบิร์น กับเป็นประเทศภาคีในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า อันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ได้ทำและนำออกสู่สาธารณชนซึ่งรายการกีฬาทางโทรทัศน์ช่อง "ESPN" กับ "STAR SPORTS" และรายการข่าวทางโทรทัศน์ข่าว "CNN" ตามลำดับ โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์ จึงเป็นผู้สร้างสรรค์ซึ่งมีลิขสิทธิ์ร่วมกับบริษัทยูบีซี (UBC) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นทรูวิชันส์ (true visions) ทำความตกลงการมีสิทธิเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการให้บริการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่องดังกล่าวแก่สมาชิกผู้รับบริการภายในเขตประเทศไทย แต่จำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ทั้ง 3 ช่องดังกล่าวมาจาก ล. ที่ประเทศมาเลเซีย โดยจ่ายค่าตอบแทนให้ ล. ทั้งปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ด้วยว่า การรับภาพและเสียงนั้น หากที่จอเครื่องรับโทรทัศน์ไม่ปรากฏเครื่องหมาย "UBC" แสดงว่าเป็นการรับภาพและเสียงจากต้นกำเนิดโดยตรง กรณีมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการช่องดังกล่าวมาจาก ล. ที่ประเทศมาเลเซีย จำเลยทั้งสองจึงมิได้กระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดและไม่เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าดังที่โจทก์ฟ้อง ส่วนปัญหาว่าจำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่ภาพแพร่เสียงจาก ล. มาโดยชอบหรือไม่ ล. ได้รับมอบสิทธิจากโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ให้ทำการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่องดังกล่าวแต่ผู้เดียวในประเทศมาเลเซียและมีสิทธิอนุญาตช่วงให้จำเลยทั้งสองทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำในประเทศไทยหรือไม่ เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 อาจไปว่ากล่าวเอาแก่ ล. หรือไม่ต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง ของกลางจึงไม่ใช่สิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดไม่อาจริบได้ ต้องคืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.4 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.6 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.8 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.29 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.45 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.69 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.74

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29, 69, 74 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และ 83 ริบของกลางทั้งหมดและให้จ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทยาร์ราตัน ลิมิเต็ด ห้างหุ้นส่วนสามัญอีจีพี.โค. ห้างหุ้นส่วนสามัญอีเอสพีเอ็นสตาร์สปอร์ตส และห้างหุ้นส่วนจำกัดเคเบิลนิวส์เน็ตเวิร์กแอลพี, แอลแอลแอลพี. ผู้ร้องทั้งสี่ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตและเรียกผู้ร้องทั้งสี่ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และ ที่ 4 ตามลำดับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2) ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 (ที่ถูก มาตรา 29) ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ให้จ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3 หรือผู้เสียหายที่ 1 กับโจทก์ร่วมที่ 4 หรือผู้เสียหายที่ 2 และให้ริบของกลางทั้งหมด โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์คัดค้านรับฟังได้ว่า บริษัทโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายแห่งหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (British Virgin Islands) และห้างหุ้นส่วนสามัญโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของมลรัฐเดลาแวร์ (Delaware) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโจทก์ร่วมที่ 3 ภายใต้กฎหมายของมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญากรุงเบิร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรมกับเป็นประเทศภาคีในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการกีฬาทางโทรทัศน์ช่องอีเอสพีเอ็น (ESPN) และช่องสตาร์สปอร์ตส (STAR SPORTS) ส่วนโจทก์ร่วมที่ 4 จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการข่าวทางโทรทัศน์ช่องซีเอ็นเอ็น (CNN) โดยโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ส่งสัญญาณรายการโทรทัศน์ดังกล่าวผ่านดาวเทียมไปยังเครื่องรับสัญญาณและถอดรหัสสัญญาณจากดาวเทียมที่เรียกว่า "ไออาร์ดี" (IRD) แปลงสัญญาณจากดาวเทียมให้เป็นสัญญาณภาพและเสียง เมื่อส่งสัญญาณภาพและเสียงเข้าสู่เครื่องรับโทรทัศน์จะปรากฏภาพและเสียงรายการโทรทัศน์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวที่เครื่องรับโทรทัศน์ของสมาชิกซึ่งตกลงจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการรับบริการดังกล่าว สำหรับในประเทศไทย โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 และโจทก์ร่วมที่ 4 ได้ร่วมกับบริษัทยูไนเต็ดบรอดแคสติงคอร์ปอร์เรชัน จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทยูบีซี และบริษัทยูบีซีเคเบิลเน็ตเวิร์ก จำกัด (มหาชน) หรือยูบีซีเคเบิล ทำความตกลงการมีสิทธิเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการให้บริการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN" ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" แก่สมาชิกผู้รับบริการภายในอาณาเขตประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ตามข้อกำหนดและข้อกำหนดเพิ่มเติมพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2546 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจพร้อมด้วยนายสุรพล ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจากโจทก์ร่วมทั้งสี่นำหมายค้นของศาลอาญาเลขที่ 3747/2546 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2546 เอกสารหมาย จ.12 ไปทำการตรวจค้นที่ที่ทำการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนปากทางเข้าเมือง ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม พบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ในการตรวจค้นดังกล่าวเจ้าพนักงานยึดได้อุปกรณ์จานรับสัญญาณดาวเทียม 1 ชุด เครื่องรับสัญญาณความถี่สูง 1 เครื่อง เครื่องแปลงสัญญาณ (IRD) จำนวน 3 เครื่อง บัตรสมาร์ตการ์ดจำนวน 3 ใบ และเครื่องตั้งช่องสัญญาณจำนวน 3 เครื่อง เป็นของกลาง นายสุรพลผู้รับมอบอำนาจช่วงจากโจทก์ร่วมทั้งสี่ซึ่งได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แล้วยืนยันให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วมทั้งสี่โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำเพื่อการค้า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2) ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์กับโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 นำสืบว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 และโจทก์ร่วมที่ 4 ได้ร่วมกับบริษัทยูไนเต็ดบรอดแคสติง คอร์ปอร์เรชัน จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทยูบีซี และบริษัทยูบีซีเคเบิลเน็ตเวิร์ก จำกัด (มหาชน) หรือยูบีซีเคเบิล ทำความตกลงการมีสิทธิเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการให้บริการแพร่งเสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN" ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" แก่สมาชิกผู้รับบริการภายในอาณาเขตประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ตามข้อกำหนดและข้อกำหนดเพิ่มเติมพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 โจทก์ร่วมทั้งสี่มอบอำนาจให้นายอดิศักดิ์ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการทางกฎหมายแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วมทั้งสี่ในประเทศไทยและมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นายอดิศักดิ์มอบอำนาจช่วงให้แก่นายสุรพล เมื่อนายอดิศักดิ์ได้รับแจ้งจากโจทก์ร่วมทั้งสี่ว่าที่จังหวัดสมุทรสงครามท้องที่ที่เกิดเหตุ มีผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วมทั้งสี่ที่ขอให้ตรวจสอบ นายอดิศักดิ์สั่งให้นายพิทักษ์ กับพวกไปดำเนินการ นายพิทักษ์เดินทางไปในท้องที่ที่เกิดเหตุ ไปเช่าบ้านเลขที่ 13/19 ซอยเอกชัย 2 ถนนเอกชัย ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม และไปติดต่อกับห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและนายพิทักษ์ได้รับผังรายการจำนวน 24 ช่อง ของจำเลยที่ 1 ของกลางไว้ด้วย ในวันนัดให้พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไปติดตั้งเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 ตรงกับวันที่ 19 กันยายน 2546 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา นายพิทักษ์ร่วมกับนายถาวร พนักงานบริษัทเดียวกันกับนายพิทักษ์เตรียมกล้องไปบันทึกภาพและเสียงในขณะที่พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไปติดตั้งเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 นายถาวรเป็นผู้บันทึกภาพและเสียงอยู่ที่ชั้นสองของบ้านเช่าดังกล่าว เมื่อพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 ติดตั้งเคเบิลทีวีนั้นเสร็จและกลับไปแล้ว นายถาวรได้เปิดและบันทึกภาพและเสียงที่ได้จากจอโทรทัศน์ที่พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ติดตั้งเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 ไว้โดยบันทึกลงในม้วนเทปขนาดเล็กแล้วถ่ายลงในเทปคาสเซตโจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ได้ส่งเทปดังกล่าวต่อศาลเป็นวัตถุพยานแล้วปรากฏว่าเป็นภาพและเสียงรายการของพีเอสพีเอ็น สตาร์สปอร์ตส และซีเอ็นเอ็น โดยมีภาพตัวอักษร "ESPN" "STAR SPORTS" และ "CNN" ปรากฏที่มุมบนของจอโทรทัศน์ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ แต่จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายมานพ พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มีกิจการอื่นๆ อีกจำนวน 8 กิจการ นานๆ จำเลยที่ 2 จึงไปดูกิจการของจำเลยที่ 1 สักครั้ง การประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดอย่างใด จำเลยที่ 2 ไม่ทราบ หลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกกล่าวหาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินกิจการถ่ายทอดภาพและเสียงรายการโทรทัศน์ช่องอีเอสพีเอ็น ช่องสตาร์สปอร์ตส และช่องซีเอ็นเอ็น นายมานพเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยของสถานที่ทำงาน ทำงานได้ทุกอย่างตามที่จำเลยที่ 2 มอบหมาย เว้นแต่กรณีเกี่ยวกับการเงิน นายมานพเป็นผู้ติดต่อกับนายเลาว์บาร์กหมิง ชาวมาเลเซียซึ่งมีสถานที่อยู่ที่ประเทศมาเลเซียและสั่งซื้อรายการโทรทัศน์ช่องอีเอสพีเอ็น สตาร์สปอร์ตส และซีเอ็นเอ็นจากนายเลาว์บาร์กหมิง โดยตกลงจ่ายค่าตอบแทนจำนวนปีละประมาณ 30,000 บาท นายมานพได้ให้นางสาวฐิติทิพย์ เป็นผู้ติดต่อเพื่อรับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ดังกล่าว นางสาวฐิติทิพย์มีตำแหน่งพนักงานฝ่ายบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลรายได้และสั่งซื้อสินค้าต่างๆ การทำงานในหน้าที่ต้องได้รับการมอบหมายจากนายมานพ นางสาวฐิติทิพย์เริ่มดำเนินการโดยได้รับโทรสารจากนายเลาว์บาร์กหมิงซึ่งส่งมาจากประเทศมาเลเซียก่อน โดยได้รับโทรสารตามสำเนาหนังสือรวมจำนวน 2 ฉบับ เอกสารหมาย ล.4 เป็นเอกสารแสดงการได้รับสิทธิการถ่ายทอดภาพและเสียงรายการโทรทัศน์ทั้งสามรายการนั้นตั้งแต่ปี 2543 เมื่อได้รับสิทธิมาแล้ว นางสาวฐิติทิพย์ก็ขออนุมัติจากนายมานพเพื่อชำระเงินแก่นายเลาว์บาร์กหมิง เมื่อได้รับอนุมัติก็โอนเงินจำนวน 3,598.20 ริงกิต หรือ 40,660 บาท จากจังหวัดสมุทรสงครามไปเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสตูล ตามเอกสารหมาย ล.5 การโอนเงินดังกล่าวเป็นการชำระเงินเป็นรายปีในปี 2546 เมื่อชำระเงินให้นายเลาว์บาร์กหมิงแล้วนายมานพก็ได้รับกล่องที่เรียกว่ารีซีฟเวอร์และการ์ด 1 ใบ ที่เรียกว่าสมาร์ตการ์ดจากนายเลาว์บาร์กหมิง เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโจทก์ร่วมที่ 3 และห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมที่ 4 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศในภาคีในอนุสัญญากรุงเบิร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรมกับเป็นประเทศภาคีในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย เป็นผู้ทำและนำออกสู่สาธารณชนซึ่งรายการกีฬาทางโทรทัศน์ช่อง "ESPN" กับ "STAR SPORTS" และรายการข่าวทางโทรทัศน์ช่อง "CNN" ตามลำดับ โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์รวมทั้งในประเทศไทยด้วย โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นผู้สร้างสรรค์ซึ่งมีลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการกีฬาและข่าวทางโทรทัศน์ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง และ 8 (1) สำหรับในประเทศไทย ขณะเกิดเหตุคดีนี้เมื่อระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2546 เวลากลางวันถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2546 เวลากลางวัน โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ทำการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการกีฬาและข่าวทางโทรทัศน์ช่องดังกล่าวโดยร่วมกับบริษัทยูไนเต็ดบรอดแคสติงคอร์ปอร์เรชัน จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทยูบีซี และบริษัทยูบีซีเคเบิลเน็ตเวอร์ก จำกัด (มหาชน) หรือยูบีซีเคเบิล ทำความตกลงการมีสิทธิเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการให้บริการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN" ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" แก่สมาชิกผู้รับบริการภายในอาณาเขตประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 ตามข้อกำหนดและข้อกำหนดเพิ่มเติมพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 ในข้อนี้นายอดิศักดิ์ ผู้รับรอบอำนาจจากโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมทั้งสี่ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้มอบสิทธิในการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ของตนให้แก่ผู้รับสิทธิในประเทศไทยคือบริษัทยูบีซี ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นทรูวิชันส์โดยเฉพาะโจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่ได้อนุญาตให้ผู้ใดในประเทศไทยได้รับสิทธิดังกล่าวอีก สำหรับผู้รับสิทธิจากโจทก์ร่วมทั้งสี่จะปรากฏสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่จอเครื่องรับโทรทัศน์โดยมีสัญลักษณ์ว่า "UBC" หรือ "true visions" แล้วแต่กรณี การรับภาพและเสียงนั้นหากที่จอเครื่องรับโทรทัศน์ไม่ปรากฏเครื่องหมาย "UBC" หรือ "true visions" หมายความว่า การรับภาพและเสียงนั้นเป็นการรับโดยตรงจากต้นกำเนิด คือจาก "ESPN"หรือ "STAR SPORTS" หรือ "CNN" ซึ่งเป็นไปได้ว่าหากรับภาพและเสียงรายการโทรทัศน์ของโจทก์ร่วมทั้งสี่ แต่ไม่ปรากฏเครื่องหมาย "UBC" หรือ "true visions" บนจอเครื่องรับโทรทัศน์ การรับภาพและเสียงนั้นเป็นการรับจากประเทศอื่น การให้สิทธิแพร่เสียงแพร่ภาพแก่ผู้ประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ในประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น ก็เป็นการให้สิทธิเฉพาะการแพร่เสียงแพร่ภาพแก่ผู้ประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวในประเทศนั้นเท่านั้น ผู้ประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ในประเทศที่ได้รับอนุญาตไม่อาจอนุญาตช่วงสิทธิในการแพร่เสียงแพร่ภาพนั้นต่อไปยังผู้อื่นในประเทศใดประเทศหนึ่งอีกได้ ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.6 ภาพที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ที่นายพิทักษ์ พยานโจทก์กับโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ได้ถ่ายรูปรายการโทรทัศน์ "STAR SPORTS" ช่อง "ESPN" และช่อง "CNN" ตามลำดับ จากจอเครื่องรับโทรทัศน์ซึ่งได้รับการติดตั้งเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 จากพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ที่บ้านเช่าเลขที่ 13/19 ซอยเอกชัย 2 ถนนเอกชัย ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2546 ว่าไม่มีเครื่องหมายตัวอักษร "UBC" ปรากฏบนจอเครื่องรับโทรทัศน์สำหรับรายการช่อง "STAR SPORTS" ช่อง "ESPN" และช่อง "CNN" ตามลำดับ นอกจากนี้ยังปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.ร.2 ภาพที่ 1 และที่ 2 กับภาพที่ 3 ที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ถ่ายรูปรายการโทรทัศน์ช่อง "CNN" และ "ESPN" ตามลำดับจากจอเครื่องรับโทรทัศน์ซึ่งได้รับการติดตั้งเคเบิลทีวีของจำเลยที่ 1 จากพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ที่บ้านเช่าเลขที่ 13/19 ดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2546 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 2 มาดำเนินคดีว่า ไม่มีเครื่องหมายตัวอักษร "UBC" ปรากฏบนจอเครื่องรับโทรทัศน์สำหรับรายการช่อง "CNN" และช่อง "ESPN" ตามลำดับเช่นกัน ดังนี้ทางนำสืบของโจทก์กับโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่ว่า การรับภาพและเสียนั้น หากที่จอเครื่องรับโทรทัศน์ไม่ปรากฏเครื่องหมาย "UBC" แสดงว่าเป็นการรับภาพและเสียงจากต้นกำเนิดโดยตรงคือจาก "ESPN"หรือ "STAR SPORTS" หรือ "CNN" และเป็นไปได้ว่าเป็นการรับภาพและเสียงจากประเทศอื่น จึงเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN"ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" มาจากนายเลาว์บาร์กหมิงที่ประเทศมาเลเซียโดยจ่ายค่าตอบแทนให้นายเลาว์บาร์กหมิงจำนวน 3,598.20 ริงกิต หรือ 40,660 บาท สำหรับการรับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ดังกล่าวในปี 2546 ที่เกิดเหตุจากพยานหลักฐานดังกล่าว กรณีย่อมมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN" ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" มาจากนายเลาว์บาร์กหมิงที่ประเทศมาเลเซีย พยานหลักฐานของโจทก์กับโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ในระบบผ่านเครือข่ายดาวเทียมโดยส่งสัญญาณไปยังเครื่องรับสัญญาณและถอดรหัสสัญญาณจากดาวเทียมที่เรียกว่า "IRD" แปลงสัญญาณดาวเทียมให้เป็นสัญญาณภาพและเสียง เมื่อส่งสัญญาณภาพและเสียงเข้าสู่เครื่องรับโทรทัศน์จะปรากฏภาพและเสียงรายการโทรทัศน์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่เครื่องรับโทรทัศน์ของสมาชิกซึ่งตกลงจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการรับบริการดังกล่าวดังที่โจทก์บรรยายในฟ้อง นอกจากนี้ พยานหลักฐานของโจทก์กับโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพที่โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกับบริษัทยูบีซีและยูบีซีเคเบิลทำความตกลงการมีสิทธิเด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการให้บริการแพร่เสียงแพร่ภาพายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN"ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" แก่สมาชิกผู้รับบริการภายในอาณาเขตประเทศไทย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN"ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง และ 8 (1) การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบของความผิดและไม่เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2) ดังที่โจทก์ฟ้อง ส่วนปัญหาว่า จำเลยทั้งสองได้รับสิทธิการแพร่เสียงแพร่ภาพจากนายเลาว์บาร์กหมิงมาโดยชอบหรือไม่ นายเลาว์บาร์กหมิงได้รับมอบสิทธิจากโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ให้ทำการแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ช่อง "ESPN"ช่อง "STAR SPORTS" และช่อง "CNN" แต่ผู้เดียวในประเทศมาเลเซีย และมีสิทธิอนุญาตช่วงให้จำเลยทั้งสองทำการแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำในประเทศไทยหรือไม่ เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 อาจไปว่ากล่าวเอาแก่นายเลาว์บาร์กหมิงในประเทศมาเลเซียหรือไม่ต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 ได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 อย่างไร การมีตำแหน่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ไม่ใช่พยานหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดด้วยและพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ที่ว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลกระทำความผิดจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 74 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยต่อไป ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดเพราะไม่ครบองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (2) อันเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีคำพิพากษายกฟ้องตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตา 213 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง อุปกรณ์จานรับสัญญาณดาวเทียม 1 ชุด เครื่องรับสัญญาณความถี่สูง 1 เครื่อง เครื่องแปลงสัญญาณ (IRD) จำนวน 3 เครื่อง บัตรสมาร์ตการ์ดจำนวน 3 ใบ เครื่องตั้งช่องสัญญาณจำนวน 3 เครื่อง สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าติดตั้งและค่าสมาชิก 1 แผ่น และสำเนาผังรายการของจำเลยที่ 1 จำนวน 1 แผ่น ของกลางที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นสิ่งที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดขอให้ริบนั้นจึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด ไม่อาจริบตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้ จึงต้องคืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย คืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7429/2553 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ บริษัท ยาร์ราตัน ลิมิเต็ด กับพวก ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.เอส. เคเบิลทีวี (สมุทรสงคราม) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ · จำเลย - บริษัท ยาร์ราตัน ลิมิเต็ด กับพวกห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.เอส. เคเบิลทีวี (สมุทรสงคราม) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปริญญา ดีผดุง · อร่าม เสนามนตรี · ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2848/2527ฎีกา 787/2532ฎีกา 626/2492ฎีกา 1934/2552ฎีกา 6147/2545ฎีกา 927/2490ฎีกา 2081/2531ฎีกา 1327/2568ฎีกา 5414/2536ฎีกา 2499/2543ฎีกา 7665/2543ฎีกา 2700/2565ฎีกา 4807/2529ฎีกา 3948/2566ฎีกา 9/2496ฎีกา 15717/2553ฎีกา 589/2483ฎีกา 6355/2544ฎีกา 2898/2530ฎีกา 259/2496ฎีกา 726/2487ฎีกา 9801/2555ฎีกา 6786/2551ฎีกา 7362/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ