คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มุ่งต่อทรัพย์สินของผู้อื่นโดยข่มขู่ว่าจะทำให้เสียหาย หากผู้ถูกข่มขู่ไม่ยอมให้ทรัพย์สินตามที่เรียกร้อง ถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามกรรโชก แม้การกระทำนั้นไม่บรรลุผลก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
จำเลยส่งจดหมายข่มขู่เรียกเอาเงินจากผู้เสียหาย หากขัดขืนจะทำการระเบิดร้านค้าของผู้เสียหายให้พังพินาศ แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินหรือยอมรับว่าจะให้เงินแก่จำเลยตามที่เรียกร้อง ถือได้ว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามกรรโชก แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งไม่ได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันข่มขืนใจนายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี ผู้เสียหายให้ยอมให้เงินจำนวน ๒๕,๐๐๐ บาท แก่จำเลยทั้งสาม โดยขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินจำนวนดังกล่าว จะทำการระเบิดร้านค้าของผู้เสียหายให้พังพินาศไป จนผู้เสียหายกลัวตามที่จำเลยทั้งสามขู่เข็ญ จึงยอมมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๓๗ และคืนของกลางแก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ ประกอบมาตรา ๘๓ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยคนละ ๒ ปี ให้คืนของกลางแก่เจ้าของไป
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนี้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๓ กระทำผิดตามฟ้องด้วยพยานจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง การที่จำเลยทั้งสามส่งจดหมายข่มขู่เรียกเอาเงินจากผู้เสียหายจำนวน ๒๕,๐๐๐ บาท หากขัดขืนจะทำการระเบิดร้านค้าของผู้เสียหายให้พังพินาศ แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินหรือยอมรับว่าจะให้เงินแก่จำเลยทั้งสามตามที่เรียกร้องนั้น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานพยายามกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา ๘๐, ๘๓ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่ถูกต้อง แม้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ ๓ ซึ่งไม่ได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี อีกทั้งเห็นสมควรระบุวรรคของบทความผิดและบทลงโทษที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ระบุไว้เสียให้ชัดแจ้งด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๗ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา ๘๐, ๘๓ ให้จำคุกคนละ ๑ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3512/2532
พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์
นายสุริยง ตันชื่น กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี · จำเลย - นายสุริยง ตันชื่น กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เสียง ตรีวิมล · ปชา วรธรรมพินิจ · วีระชัย สูตรสุวรรณ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดชลบุรี - นายบุญสม เจริญจิตต์ · ศาลอุทธรณ์ - นายชูชาติ ศรีแสง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา