⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8192/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยบังคับเอาเงินของผู้เสียหายไปโดยพลการ แม้จะมีจำนวนเท่ากับหนี้ที่ผู้เสียหายเป็นหนี้บิดาจำเลย แต่หากจำเลยไม่มีสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ การทำร้ายร่างกายที่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 ก็ตาม ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยมาทวงหนี้จากผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็นหนี้ค่าอาหารบิดาจำเลย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยจึงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและใช้อำนาจบังคับโดยพลการเอาเงินของผู้เสียหายไป แม้เงินที่เอาไปจะมีจำนวนเท่าที่ผู้เสียหายเป็นหนี้บิดาจำเลยแต่จำเลยก็ไม่มีสิทธิ์ใดๆ โดยชอบที่จะกระทำเช่นนั้นได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเอาเงินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เมื่อพิจารณาถึงผลการตรวจชันสูตรบาดแผลแล้ว ถือว่าเป็นบาดแผลเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 แต่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 ก็ตาม แต่เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 โดยการทำร้ายร่างกาย ย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339 ประมวลกฎหมายอาญา ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 310, 339 ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 550 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 310 วรรคแรก, 339 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 5 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 1 ปี ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน จำเลยให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 440 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็น ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลย จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายและฐานชิงทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือไม่ พยานโจทก์มีผู้เสียหายเบิกความ วันเกิดเหตุจำเลยถือไม้ยาวประมาณ 1 วา มาทวงหนี้ผู้เสียหายที่เป็นหนี้ค่าอาหารที่กินกับบิดาจำเลย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยเอาไม้ตีหัวจ่ายน้ำมันจนไม้หักแล้วหันมาพูดกับผู้เสียหายให้ใช้หนี้ที่กินอาหารกับบิดา ผู้เสียหายไม่ยอมให้อีก จำเลยเข้าจับคอเสื้อผู้เสียหายดึงขึ้นมาแล้วตบหน้าหลายครั้ง กระชากผู้เสียหายไปทางหน้าสำนักงานตบหน้าอีกหลายครั้ง แล้วลากผู้เสียหายไปในห้องน้ำตบหน้าอีกหลายครั้งพูดขู่เอาเงินและขังผู้เสียหายไว้ในห้องน้ำ ต่อมาจำเลยเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้วมาที่ห้องน้ำอีก เอามีดปลอกผลไม้จี้คอผู้เสียหาย พูดขู่ทวงหนี้ค่าอาหารอีก แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยล้วงในกระเป๋ากางเกงเอาเงิน 550 บาท และพูดว่าเงินนี้เป็นเงินใช้หนี้ที่กินอาหารกับบิดาจำเลย แล้วจำเลยตบหน้าผู้เสียหายและขังผู้เสียหายไว้ในห้องน้ำ เห็นว่า ผู้เสียหายได้เบิกความยืนยันถึงการที่ถูกจำเลยใช้กำลังทำร้ายแล้วล้วงเอาเงินของผู้เสียหายไป ซึ่งจำเลยก็ให้การในชั้นเข้ามอบตัวและชั้นสอบสวนยอมรับว่าจำเลยได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และได้เงินจำนวน 440 บาท จากผู้เสียหายไป ตามบันทึกการมอบตัวผู้ต้องหาและแจ้งข้อกล่าวหาและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาโดยมีพันตำรวจโทพศุตม์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความยืนยันคำให้การของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้เสียหายได้เบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนที่ได้ความจากผู้เสียหาย จำเลยมาทวงหนี้จากผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็นหนี้ค่าอาหารบิดาจำเลย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมให้ ดังนั้นแม้กรณีน่าจะเป็นเรื่องที่จำเลยต้องการเงินคืนให้บิดาจำเลย เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมให้ จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและใช้อำนาจบังคับโดยพลการเอาเงินของผู้เสียหายไปในขณะนั้นเท่านั้น แต่จำเลยก็ไม่มีสิทธิใด ๆ โดยชอบที่จะกระทำเช่นนั้นได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเอาเงินสดของผู้เสียหายซึ่งศาลล่างทั้งสองฟังว่าเป็นเงินจำนวน 440 บาท ไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาทุจริตอยากได้ทรัพย์ของผู้เสียหายและจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากเกิดเหตุไม่พบอาวุธมีดปลายแหลมที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง จำเลยจึงมิได้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์นั้นไม่มีเหตุผลให้รับฟัง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ได้ความจากผู้เสียหาย จำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่บริเวณลานปั๊มน้ำมัน โดยตบหน้าหลายครั้งและในห้องน้ำอีกหลายครั้ง เมื่อได้พิจารณาถึงผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์แล้วปรากฏว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลที่มุมปากด้านในขนาดครึ่งเซนติเมตร และแผลที่คอเป็นรอยแดงยาวประมาณ 2 เซนติเมตร แพทย์มีความเห็นว่า สามารถรักษาให้หายได้ภายใน 7 วัน ถือได้ว่าเป็นบาดแผลเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ก็ตาม แต่เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 โดยการทำร้ายร่างกาย ย่อมรวมถึงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 ด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และกำหนดโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นของจำเลยอีก พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานชิงทรัพย์จำคุก 5 ปี รวมเป็นจำคุก 5 ปี 1 เดือน คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192/2553 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ นายยศเส ทรัพย์สมาน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี · จำเลย - นายยศเส ทรัพย์สมาน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิกร อังคณาวิศัลย์ · ณรงค์พล ทองจีน · วิวรรต นิ่มละมัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายพรพิชิต จันปุ่ม · ศาลอุทธรณ์ - นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1193/2548

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 789/2480ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 213/2554ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา