⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9520/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9520/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ยาเสพติดให้โทษประเภท 3 คือยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ที่ผสมอยู่ในตำรับยา ไม่ว่าจะมีปริมาณเท่าใดก็ตาม การพิจารณาว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ให้พิจารณาจากปริมาณของยาเสพติดให้โทษประเภท 3 นั้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ไม่ใช่ปริมาณของยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ที่เป็นส่วนผสม

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2545 มาตรา 7 (3) บัญญัติว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 คือ ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 มาเป็นส่วนผสมของตำรับยาแล้วไม่ว่ายาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จะมีจำนวนเท่าใด ย่อมต้องถือว่าตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เป็นส่วนผสมอยู่ดังกล่าวเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งสิ้น เช่นนี้การที่จะพิจารณาว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวนมากน้อยเพียงใดที่จะต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) ฯ จึงต้องถือเอาตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 นั้นเองว่า เกินจำนวน 250 มิลลิลิตร หรือ 30 เม็ด หรือ 30 แคปซูลหรือไม่ โดยเฉพาะการที่ได้กำหนดหน่วยเป็นเม็ดหรือแคปซูลด้วยยิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการกำหนดตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 หาใช่ถือเอาตามจำนวนของโคเดอีนที่เป็นส่วนผสมอยู่ไม่ ดังนั้น เมื่อยาแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมของกลาง อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 มีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร เกินจำนวน 250 มิลลิลิตร จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.222 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.20 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.71

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12, 101 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 6, 10, 21, 22, 23 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 371 ริบยาเสพติดของกลาง ส่วนของกลางอื่นคืนเจ้าของ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 20 วรรคสี่, 26 วรรคหนึ่ง, 71 วรรคสอง, 76/1 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก คนละ 1 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท ในความผิดฐานนี้ทางนำสืบจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 จำนวน 4 ปี 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 คนละ 5 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบยาเสพติดของกลาง คืนธนบัตรล่อซื้อ เงินสด 74,950 บาท อาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 2 ปี ฐานมีโคเดอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและจำเลยที่ 2 นำสืบรับว่ามียาแก้ไอไว้ในครอบครองจริง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ว่า จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมิได้ร่วมมียาแก้ไอซึ่งมีโคเดอีนผสมอยู่ในตำรับยาแก้ไอดังกล่าวนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 ไว้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง ประกอบพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) พ.ศ.2545 เรื่อง กำหนดจำนวนยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ระบุไว้ชัดเจนว่าการมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตำรับที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมเกินจำนวน 250 มิลลิลิตร หรือ 30 เม็ด หรือ 30 แคปซูล ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหมายถึง จำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งหมดที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม ไม่ใช่เฉพาะจำนวนโคเดอีนที่ผสมอยู่ เห็นว่า ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า ยาแก้ไออันเป็นตำรับยาแผนปัจจุบันที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม อันถือเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวน 7 ขวด ของกลางมีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร ตามรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ยาเสพติดเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดสงขลา) ในปัญหาว่า ยาแก้ไออันเป็นตำรับยาแผนปัจจุบันที่มีโคเดอีน เป็นส่วนผสมโดยมีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร ของกลางต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลย ที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 7 (3) บัญญัติว่า ยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 คือ ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 มาเป็นส่วนผสมของตำรับยาแล้ว ไม่ว่ายาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จะมีจำนวนเท่าใด ย่อมต้องถือว่าตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เป็นส่วนผสมอยู่ดังกล่าวเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ทั้งสิ้น เช่นนี้การที่จะพิจารณาว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 จำนวนมากน้อยเพียงใดที่จะต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) จึงต้องถือเอาตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 นั้นเองว่า เกินจำนวน 250 มิลลิลิตร หรือ 30 เม็ด หรือ 30 แคปซูล หรือไม่ โดยเฉพาะการที่ได้กำหนดหน่วยเป็นเม็ดหรือแคปซูลด้วยยิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการกำหนดตามจำนวนของยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 หาใช่ถือเอาตามจำนวนของโคเดอีนที่เป็นส่วนผสมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ ดังนั้น เมื่อยาแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมของกลาง อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 มีปริมาตร 3,500 มิลลิลิตร เกินจำนวน 250 มิลลิลิตร จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยที่โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและขอให้ริบยาเสพติดของกลาง ส่วนของกลางอื่นคืนเจ้าของ แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้สั่งคืนซองกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งคืนให้แก่เจ้าของ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 20 วรรคสี่, 71 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท คืนซองกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9520/2553 พนักงานอัยการจังหวัดยะลา โจทก์ นายมูฮัมมะซอนี แวอูมา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดยะลา · จำเลย - นายมูฮัมมะซอนี แวอูมา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · อาวุธ ปั้นปรีชา · สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 529/2509ฎีกา 845/2543ฎีกา 4549/2552ฎีกา 101/2482ฎีกา 369/2501ฎีกา 127/2556ฎีกา 1094/2507ฎีกา 765/2502ฎีกา 1019/2504ฎีกา 8066/2549ฎีกา 2842/2537ฎีกา 2304/2544ฎีกา 1490/2520ฎีกา 1936/2497ฎีกา 522/2489ฎีกา 8511/2554ฎีกา 251/2489ฎีกา 120/2497ฎีกา 1201-1203/2498ฎีกา 7545/2542ฎีกา 881/2515ฎีกา 3504/2526ฎีกา 240/2486ฎีกา 1221/2479
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ