คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11849/2554
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้วก่อนวันที่กฎหมายล้างมลทินมีผลบังคับใช้ ย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายล้างมลทินนั้น
ย่อคำพิพากษา
คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งกรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมาใช้บังคับได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี คืนธนบัตรล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549
วันที่ 17 มกราคม 2554 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ขอให้งดการเพิ่มโทษ กับออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในวโรกาสหรือโอกาสต่าง ๆ ภายหลังคดีถึงที่สุดแล้วเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษแต่ละฉบับ กรณีดังกล่าวมิใช่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่จำเลยจะขอให้กำหนดโทษใหม่ได้ คำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะงดเพิ่มโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 2 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป" คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยจนคดีถึงที่สุดไปแล้วเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งกรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมาใช้บังคับได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างถูกกลับโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11849/2554
พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว โจทก์
นายพรมศรีหรือศักดิ์ แสนป้อง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว · จำเลย - นายพรมศรีหรือศักดิ์ แสนป้อง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธงชัย เสนามนตรี · อภิรัตน์ ลัดพลี · กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดภูเขียว - นายสัญญา โยธา · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.7050/2554 |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา