⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1998-1999/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1998-1999/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากคดีทั้งสองสำนวนมีประเด็นแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันและข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกัน ศาลมีอำนาจสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันได้ แม้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแต่ละสำนวนจะต่างกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีสำนวนแรกแล้ว ต่อมาจำเลยนำคดีมาฟ้องโจทก์เป็นคดีสำนวนหลัง เมื่อกรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ว่าคู่ความในคดีทั้งสองสำนวนเป็นรายเดียวกัน หากรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นการสะดวก โดยศาลเห็นสมควรเองก็ดี หรือคู่ความยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีรวมกันก็ดี เมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแล้ว ถ้าเป็นที่พอใจศาลว่าคดีทั้งสองสำนวนเกี่ยวเนื่องกัน ศาลก็มีอำนาจสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันได้ ทั้งคดีทั้งสองสำนวนนี้แม้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแต่ละสำนวนจะต่างกัน แต่ประเด็นแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย ข้อเท็จจริงจึงเกี่ยวพันกันมา ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยทั้งหมดที่นำสืบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 28 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.28 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 776 ตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ให้นิติกรรมการโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างนางปั่นกับจำเลยเป็นโมฆะ ให้จำเลยมอบคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แก่โจทก์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไป จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ สำนวนหลังโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 776 ตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา และส่งมอบที่ดินให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันเป็นคดีเดียวกัน โดยให้คงเรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยถึงแก่ความตาย นายแสนประเสริฐ สามีของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนางปั่นกับนายสม เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2523 นางปั่นซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายชาย ระหว่างปี 2533 ถึงปี 2540 นางปั่นเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ วันที่ 1 มีนาคม 2532 นางปั่นทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2538 นางปั่นถึงแก่กรรม วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 นายแสนประเสริฐ สามีจำเลยกับโจทก์ทั้งสองไปเจรจาตกลงเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานตำรวจลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน โจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและปลูกเพิงพักอาศัยไว้ วันที่ 19 กันยายน 2540 นายแสนประเสริฐแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาบุกรุกที่ดินพิพาท ภายหลังพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน แล้วศาลล่างทั้งสองนำคำพยานจำเลยมารับฟังพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีสำนวนแรกแล้ว ต่อมาจำเลยนำคดีมาฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีสำนวนหลัง เมื่อกรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ว่าคู่ความในคดีทั้งสองสำนวนเป็นรายเดียวกัน หากรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นการสะดวก โดยศาลเห็นสมควรเองก็ดี หรือคู่ความยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีรวมกันก็ดี เมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแล้ว ถ้าเป็นที่พอใจศาลว่า คดีทั้งสองสำนวนเกี่ยวเนื่องกัน ศาลก็มีอำนาจสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันได้ ทั้งคดีทั้งสองสำนวนนี้ แม้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแต่ละสำนวนจะต่างกัน แต่ประเด็นแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 หรือจำเลย ข้อเท็จจริงจึงเกี่ยวพันกันมา ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยทั้งหมดที่นำสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 28 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองนำพยานหลักฐานจำเลยมารับฟังแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น... พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1998 - 1999/2554 นายคำนึง มีจินดา โจทก์ นางสำราญ นามละคร โดยนายประเสริฐ นามละคร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายคำนึง มีจินดา · จำเลย - นางสำราญ นามละครโดยนายประเสริฐ นามละคร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ · ณรงค์พล ทองจีน · วิกร อังคณาวิศัลย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิจิตร วิสุชาติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1424/2548

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4991/2552ฎีกา 2752/2537ฎีกา 7168/2542ฎีกา 789/2544ฎีกา 4041/2542ฎีกา 4473/2541ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 70/2518ฎีกา 4282/2536ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 6528/2537ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 1816/2534ฎีกา 174/2520ฎีกา 5252/2550ฎีกา 234/2491ฎีกา 952/2491ฎีกา 9909/2539ฎีกา 7/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา