⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3318/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3318/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของบุคคลที่พูดข่มขู่ผู้ตายและปลุกเร้าให้ผู้กระทำความผิดหลักกระทำความผิดต่อไป ถือเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดนั้น แต่ไม่เป็นตัวการร่วมในความผิดนั้น.

ย่อคำพิพากษา

ระหว่างจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้ตาย จำเลยที่ 2 ยืนอยู่ด้านหลังจำเลยที่ 1 และพูดกับผู้ตายว่า "มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร กูเป็นตำรวจ กูจะเอาปืนมายิงมึง" แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้ตายด้วย แต่การพูดของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการข่มขู่ให้ผู้ตายเกิดความกลัวไม่กล้าต่อสู้และเป็นการปลุกเร้าให้จำเลยที่ 1 ฮึกเหิมทำร้ายร่างกายผู้ตายต่อไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น จึงเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ไม่เป็นความผิดฐานตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ศาลฎีกาลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องเพราะข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290,83 จำเลยที่ 1 ให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายวุฒิชัยบิดาของนายณัฐพลผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 3 ปี... นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้ตายโดยใช้ขวดสุราตีที่ศีรษะด้านขวา ผลักผู้ตายกระแทกกับกระจกหน้าร้านอาหารคริสตัลจนกระจกแตก และกระทืบบริเวณร่างกายผู้ตายหลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายและถึงแก่ความตายในวันเดียวกันที่โรงพยาบาลเนื่องจากสมองฟกช้ำบวมและระหว่างจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายผู้ตายดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 2 ยืนอยู่ด้านหลังจำเลยที่ 1 และพูดกับผู้ตายว่า "มึงรู้มั้ยว่ากูเป็นใคร กูเป็นตำรวจ กูจะเอาปืนมายิงมึง" เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ร่วมทำร้ายร่างกายผู้ตายด้วยเพราะในขณะนั้นผู้ตายได้รับบาดเจ็บมากไม่อยู่ในภาวะที่จะต่อสู้กับจำเลยที่ 1 ซึ่งรูปร่างใหญ่กว่าผู้ตายมาก แต่การพูดของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการข่มขู่ให้ผู้ตายเกิดความกลัวไม่กล้าต่อสู้และเป็นการปลุกเร้าให้จำเลยที่ 1 ฮึกเหิมทำร้ายร่างกายผู้ตายต่อไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ไม่เป็นความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องเพราะข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 วางโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 2 ปี ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน จนกว่าจะพ้นระยะเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง และห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับสิ่งมึนเมาทุกชนิดในระหว่างที่ถูกคุมความประพฤติตามมาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3318/2554 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายวุฒิชัย คงเขษม โจทก์ร่วม นายชวลิต ผู้เกิด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ร่วม - นายวุฒิชัย คงเขษม · จำเลย - นายชวลิต ผู้เกิด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกษม วีรวงศ์ · อร่าม แย้มสอาด · สิงห์พล ละอองมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสุทัศน์ สงวนปรางค์ · ศาลอุทธรณ์ - นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.6358/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1270/2506ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา