⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4207/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4207/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเขียนข้อความว่า "เช็คฉบับนี้ให้ไว้เพื่อประกันหนี้" ไว้ด้านหลังเช็คโดยผู้สั่งจ่ายฝ่ายเดียว ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย และไม่ทำให้เช็คฉบับนั้นเสียไป

ย่อคำพิพากษา

ข้อความด้านหลังเช็คที่ระบุว่า "เช็คฉบับนี้ให้ไว้เพื่อประกันหนี้" ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยเขียนข้อความขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงด้วย ทั้งเป็นข้อความที่ไม่มีบทบัญญัติใดใน ป.พ.พ. ลักษณะตั๋วเงินบัญญัติให้เขียนลงได้ในตั๋วเงิน การเขียนข้อความเช่นนี้ย่อมไม่มีผลใดๆ แก่ตั๋วเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 899 การที่พนักงานของโจทก์ไม่นำมาเป็นเหตุโต้แย้งย่อมไม่เป็นพิรุธ เพราะข้อความดังกล่าวไม่มีผลต่อความสมบูรณ์ของเช็คพิพาทแต่ประการใด โจทก์ไม่จำต้องทำตามข้อห้ามที่ด้านหลังเช็คพิพาท ประกอบกับไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยทั้งสองจะใช้หนี้โจทก์ด้วยวิธีใดอีก และจะใช้หนี้ให้เสร็จเมื่อใด ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทโดยวัตถุประสงค์เพื่อประกันหนี้ฟังไม่ขึ้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.899 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 686/2547 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 686/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง การสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์ของจำเลยทั้งสองเป็นการสั่งจ่ายเพื่อค้ำประกันหนี้ มิใช่เพื่อชำระหนี้จริงหรือไม่ โจทก์มีนางอัญชลี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานบัญชีเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนที่เช็คพิพาทจะถึงกำหนดสั่งจ่ายเงินในวันที่ 10 มีนาคม 2546 พนักงานของจำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาขอให้พยานนำเช็คพิพาทไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินในวันที่ 25 เมษายน 2546 แทนโดยอ้างว่าในวันที่เช็คพิพาทถึงกำหนดสั่งจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองยังไม่มีเงินในบัญชีพอจะชำระหนี้ตามเช็คได้ ซึ่งถ้าเป็นเช็คค้ำประกัน พนักงานของฝ่ายจำเลยก็ไม่ต้องขอให้นางอัญชลีเลื่อนการนำเช็คพิพาทไปขึ้นเงิน ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ก่อนเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยที่ 2 ติดต่อไปยังฝ่ายโจทก์แจ้งว่าอย่าเพิ่งนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน แต่ให้นำเช็คดังกล่าวมาเปลี่ยนเช็คฉบับใหม่ แต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการนั้นจึงขัดต่อเหตุผล อีกทั้งเมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทก็ตรงกับยอดหนี้ที่คงค้างอยู่จริง ซึ่งหักเอาเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ออกแล้ว ส่วนข้อความด้านหลังเช็คที่ระบุว่า "เช็คฉบับนี้ให้ไว้เพื่อประกันหนี้" และที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า โจทก์โดยพนักงานของโจทก์ย่อมเห็นข้อความดังกล่าวแต่ก็รับไว้โดยไม่โต้แย้งหรืออิดเอื้อนนั้น ก็ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยเขียนข้อความดังกล่าวขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงด้วย ทั้งยังเป็นข้อความที่ไม่มีบทบัญญัติใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะตั๋วเงินบัญญัติให้เขียนลงได้ในตั๋วเงิน การเขียนข้อความดังกล่าวเช่นนี้ย่อมไม่มีผลใดๆ แก่ตั๋วเงินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 899 การที่พนักงานของโจทก์ไม่นำมาเป็นเหตุโต้แย้ง ย่อมไม่เป็นพิรุธ เพราะข้อความดังกล่าวไม่มีผลต่อความสมบูรณ์ของเช็คพิพาทแต่ประการใด โจทก์จึงไม่จำต้องทำตามข้อห้ามที่ด้านหลังเช็คพิพาท ประกอบกับไม่ปรากฏรายละเอียดว่า จำเลยทั้งสองจะใช้หนี้โจทก์ด้วยวิธีใดอีก และจะใช้หนี้ให้เสร็จเมื่อใด ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างคำพิพากษาของศาลฎีกามาในฎีกาของจำเลยทั้งสองด้วยนั้นก็ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทโดยวัตถุประสงค์เพื่อประกันหนี้จึงฟังไม่ขึ้นพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายชอบที่จะนำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 686/2547 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์แล้วก็ปรากฏว่าคดีดังกล่าวโจทก์ร่วมได้ขอถอนคำร้องทุกข์จริง สิทธิในการดำเนินคดีอาญาระงับสิ้นไปแล้ว จึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 686/2547 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4207/2554 บริษัทบีต้า อินเตอร์เทรด จำกัด โจทก์ บริษัทแสงบูรพากาเม้นท์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทบีต้า อินเตอร์เทรด จำกัด · จำเลย - บริษัทแสงบูรพากาเม้นท์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · ไชยยงค์ คงจันทร์ · ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครใต้ - นายสุทธิกรณ์ ลิบน้อย · ศาลอุทธรณ์ - นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.6495/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2581/2548ฎีกา 7570/2541ฎีกา 1597/2532ฎีกา 591/2540ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 593/2510ฎีกา 199/2537ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 235/2540ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 755/2547ฎีกา 1315/2513ฎีกา 3380/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา