⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6549/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6549/2554

ป.อาญา ม.32, 33, 58 ฯลฯ · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดที่ต่างจากที่โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นการปรับบทลงโทษให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน.

ย่อคำพิพากษา

พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่า 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พยานโจทก์ทั้งสามยึดได้ในขณะจับกุมจำเลยทั้งสองที่ห้องพักโรงแรมที่เกิดเหตุถูกแบ่งมาจาก 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตรวจค้นได้ในห้องพักของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 เม็ด ดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ที่ยึดได้จากห้องพักของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 ความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เท่ากับโจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด รวมกันมาเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91 ได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่ศาลมีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.58 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.67 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.4 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.6 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.13 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.89 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.116

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/1, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 89, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบคีตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถยนต์เก๋งของกลาง กับให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10940/2546 ของศาลแขวงพระนครเหนือเข้ากับโทษในคดีนี้ และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3028/2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่รับสารภาพฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน และขายคีตามีน แต่ให้การปฏิเสธฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10940/2546 ของศาลแขวงพระนครเหนือ เข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 6 ปี 2 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากความผิดทั้งสองฐานมีอัตราโทษเท่ากัน (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวคือการขาย) จึงให้ลงโทษฐานขายคีตามีน จำคุก 5 ปี ชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน และคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเพื่อขาย ชั้นพิจารณาให้การรับสารภาพข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและคีตามีน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้หนึ่งในสาม ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและขายคีตามีนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี ฐานขายคีตามีน จำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 14 เดือน นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3028/2546 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด) จำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ได้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 100/2 วางโทษจำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด) อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ได้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 วางโทษจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานขายคีตามีนด้วยแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี คำรับในการตรวจค้นชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ฐานจำหน่ายและขายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10940/2546 ของศาลแขวงพระนครเหนือเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ส่วนโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3028/2546 ของศาลชั้นต้น ริบคีตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ส่วนรถยนต์เก๋งของกลางให้คืนแก่จำเลยที่ 1 คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองที่โรงแรมชวาลาและยึดได้เมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ยาอี 1 เม็ด และยาเค 1 ขวด กับยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 0 7980XXXXX จากจำเลยที่ 2 ที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษกับวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวและรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน ฉน 598 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 เป็นของกลาง วันเวลาเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจได้นำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 ที่อรชนกอพาร์ตเมนต์และยึดได้ยาอีอีก 1 เม็ด เป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งเมทแอมเฟตามีน ยาอีและยาเค ของกลางทั้งหมดไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานวิทยาการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจปรากฏว่า เมทแอมเฟตามีนและยาอี เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ชนิดเมทแอมเฟตามีนและ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนตามลำดับ และยาเค เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ชนิดคีตามีน สำหรับความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และยาอี 1 เม็ด อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย และฐานมียาเคอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายและขาย คู่ความมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เนื่องจากศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ยาอี 1 เม็ด และยาเค 1 ขวด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเพื่อขายหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ส่วนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดยาอี 1 เม็ด ของกลางได้ที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 นั้น พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่พอฟังว่า มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มียาอีดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับยาอี 1 เม็ดของกลาง ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากห้องพักของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อนี้ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มียาอีของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่พอฟังว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย สำหรับจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มียาอีของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในชั้นนี้คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสุชาติพยานโจทก์ซึ่งนำจำเลยที่ 1 ขึ้นไปตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า พยานกับพวกตรวจค้นพบยาอี 1 เม็ด กับสมุดบันทึก 1 เล่ม เป็นของกลางจากห้องพักของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 รับว่ายาอีเป็นของจำเลยทั้งสองและสมุดบันทึกดังกล่าวเป็นสมุดบันทึกรายรับรายจ่ายเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดให้โทษ คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสุชาติตรงกับคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่า ยาอีและสมุดบันทึกดังกล่าวซึ่งบันทึกรายรับรายจ่ายการซื้อขายยาเสพติดให้โทษที่อยู่ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งภายในห้องพักของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นของจำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันมียาอีของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ แม้ร้อยตำรวจเอกสุชาติ สิบตำรวจเอกไมตรีและสิบตำรวจเอกราชันย์พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยทั้งสองให้การในขณะถูกจับกุมว่า จำเลยทั้งสองพักอยู่ด้วยกันที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 แต่ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสุชาติพยานโจทก์ซึ่งนำจำเลยที่ 1 ขึ้นไปตรวจค้นที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 ว่า ภายในห้องพักของจำเลยที่ 1 ไม่พบเสื้อผ้าของผู้หญิง รวมทั้งไม่ปรากฏว่ามีเครื่องใช้ผู้หญิงอยู่ในห้องพักด้วย ยิ่งกว่านั้นหากจำเลยที่ 2 พักอยู่กับจำเลยที่ 1 ร้อยตำรวจเอกสุชาติพยานโจทก์ก็น่าจะนำจำเลยที่ 2 ขึ้นไปตรวจค้นห้องพักร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย ไม่มีเหตุผลที่พยานโจทก์จะให้สิบตำรวจเอกไมตรีกับสิบตำรวจเอกราชันย์ควบคุมตัวจำเลยที่ 2 รออยู่ที่ชั้นล่าง ข้อที่พยานโจทก์ทั้งสามอ้างว่าเหตุที่ไม่นำจำเลยที่ 2 ให้ไปร่วมทำการตรวจค้นห้องพักด้วยเพราะเกรงว่าจำเลยทั้งสองจะยักย้ายยาเสพติดให้โทษในห้องพัก ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายเจ้าพนักงานตำรวจมีมากกว่าฝ่ายจำเลยซึ่งมีเพียง 2 คน ข้ออ้างของพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวไม่สมเหตุผลจึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ทั้งจำเลยทั้งสองต่างนำสืบว่า จำเลยที่ 2 มิได้พักกับจำเลยที่ 1 เช่นนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่เพียงพอให้รับฟังว่า ยาอีของกลาง 1 เม็ด ที่ตรวจยึดได้ที่ห้องพักที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มียาอีดังกล่าวไว้ในครอบครอง ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 มียาอีดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า แม้ยาอีของกลางที่ร้อยตำรวจเอกสุชาติตรวจยึดจากห้องพักของจำเลยที่ 1 กับยาอีของกลางที่ร้อยตำรวจเอกสุชาติ สิบตำรวจเอกไมตรีและสิบตำรวจเอกราชันย์พยานโจทก์ทั้งสามยึดได้ในขณะจับกุมจำเลยทั้งสองที่ห้องพักของโรงแรมชวาลาจะมีลักษณะเหมือนกัน แต่โจทก์ก็หาได้มีพยานหลักฐานอื่นใดที่เชื่อมโยงได้ว่ายาอีของกลางที่ยึดได้จากทั้งสองแห่งดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือไม่ ทั้งจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมเสพยาอีด้วย ประกอบกับยาอีของกลางที่ตรวจค้นได้ในห้องพักของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีเพียง 1 เม็ด ย่อมอยู่ในวิสัยของจำเลยที่ 1 ที่จะมีไว้เพื่อเสพก็ได้ ส่วนสมุดบันทึกของกลาง เมื่ออ่านข้อความที่เขียนในสมุดบันทึกดังกล่าวก็ไม่ปรากฏมีส่วนใดบันทึกเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดให้โทษดังที่พยานโจทก์กล่าวอ้าง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบความหมายของถ้อยคำในสมุดบันทึกของกลางว่า คำใดที่ใช้เรียกขานแทนยาเสพติดให้โทษ ทั้งมิได้มีการตรวจสอบด้วยว่าลายมือในสมุดบันทึกของกลางเป็นลายมือของจำเลยที่ 1 หรือไม่ จึงฟังไม่ได้ว่าสมุดบันทึกของกลางเป็นสมุดบันทึกเกี่ยวกับการซื้อขายยาเสพติดให้โทษ ดังนั้น ลำพังเพียงยาอีของกลางที่ตรวจยึดได้ที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 กับห้องพักของโรงแรมชวาลาที่เกิดเหตุมีลักษณะเหมือนกัน เพียงเท่านี้ พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่า ยาอีของกลางที่พยานโจทก์ทั้งสามยึดได้ในขณะจับกุมจำเลยทั้งสองที่ห้องพักโรงแรมที่เกิดเหตุได้ถูกแบ่งมาจากยาอีของกลางที่ตรวจค้นได้ในห้องพักของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มียาอีของกลาง 1 เม็ด ดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ที่ยึดได้จากห้องพักของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาได้ สรุปแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด และคีตามีน 1 ขวด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเพื่อขายหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ของกลางที่ยึดได้จากห้องพักของจำเลยที่ 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์บางส่วนฟังขึ้น บางส่วนฟังไม่ขึ้น อนึ่ง สำหรับความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เท่ากับโจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด รวมกันมาเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ สำหรับรถยนต์ของกลาง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับความผิดฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ของกลางขับพาจำเลยที่ 2 ซึ่งมียาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไปส่งมอบตามที่สายลับสั่งซื้อ รถยนต์ของกลางก็เป็นเพียงยานพาหนะที่ใช้ตามปกติทั่วไป จึงมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโดยตรง ทั้งมิใช่ยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งยาเสพติดให้โทษไปเพื่อจำหน่ายตามฟ้องด้วย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบรถยนต์โดยให้คืนแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน และ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 4 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10940/2546 ของศาลแขวงพระนครเหนือเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6549/2554 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสมพงษ์หรือหนู ภู่ทอง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายสมพงษ์หรือหนู ภู่ทอง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย พงษธา · ไพโรจน์ วายุภาพ · ทองหล่อ โฉมงาม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นางอรสา สมบัติชัย · ศาลอุทธรณ์ - นายสมภพพิสิษฐ สุขพิสิษฐ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3545/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 861/2521ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1795/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2292/2540ฎีกา 239/2484ฎีกา 831/2532ฎีกา 11/2539ฎีกา 8548/2547ฎีกา 5806/2534ฎีกา 1857/2492ฎีกา 1271/2498ฎีกา 34/2521ฎีกา 4328/2556ฎีกา 16561/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา