⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7002/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7002/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.

ย่อคำพิพากษา

เดิมจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ว่ามารดาโจทก์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับจำเลยและ ล. ดังนั้น การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำสัญญาซื้อขายที่ดินและไม่ทราบว่าเป็นเอกสารปลอม จำเลยสำคัญผิดไปว่าเป็นเอกสารที่มีอยู่จริง ทำให้จำเลยไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคแรก จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมหรือไม่ เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองต้นฉบับหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน แต่ในการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยกลับไม่อ้างสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นพยานเพื่อให้ศาลเชื่อว่ามีสภาพเก่าและได้มีการทำขึ้นมานานแล้ว จำเลยเพิ่งอ้างส่งมาพร้อมฎีกาหลังจากมีกรณีพิพาทถึง 3 ปีเศษ ถือได้ว่าเป็นการจงใจที่จะไม่อ้างต้นฉบับสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นพยานมาแต่ต้นซึ่งทำให้โจทก์เสียโอกาสในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร จึงไม่อาจรับฟังต้นฉบับหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นพยานหลักฐานได้ 1/1

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.238 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.240 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 268 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ข้อหาปลอมเอกสาร จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ โจทก์เป็นบุตรของนายสำราญกับนางต่อม จำเลยกับนายโล้น เป็นสามีภรรยากัน เดิมนางต่อมเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยนาท หลังจากนั้นจำเลยกับนายโล้นครอบครองทำประโยชน์ ต่อมานายสำราญกับนางต่อมและนายโล้นถึงแก่ความตาย เมื่อปี 2547 โจทก์ร้องขอความเป็นธรรมต่อที่ว่าการอำเภอหันคาให้ช่วยเหลือ โดยอ้างว่าโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลย นายสำราญกับนางต่อมมอบสิทธิครอบครองที่ดินให้จำเลยกับนายโล้นครอบครองทำกินต่างดอกเบี้ย เมื่อโจทก์ไปขอไถ่ที่ดิน จำเลยไม่คืนที่ดินให้แก่โจทก์ ปลัดอำเภอหันคาเชิญจำเลยมาพบ จำเลยให้ถ้อยคำต่อปลัดอำเภอหันคาว่า นางต่อมขายที่ดินแก่จำเลยกับนายโล้นแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นเอกสารปลอมและเชื่อโดยสนิทใจว่าเอกสารดังกล่าวมีอยู่จริง จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง เห็นว่า จำเลยฎีกาว่าได้นำเอกสารหมาย จ.4 ไปใช้โดยสำคัญผิดว่ามีเอกสารดังกล่าวอยู่จริงทำให้จำเลยไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก แต่คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบว่านางต่อมทำหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 กับจำเลยและนายโล้น จำเลยมิได้นำสืบข้อเท็จจริงว่าจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีเอกสารหมาย จ.4 อยู่จริง ทั้งจำเลยมิได้ยกปัญหาในข้อนี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ แต่เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขึ้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกากับลายพิมพ์นิ้วมือในสำเนาสัญญาเช่ากระบือเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 เหมือนกัน ทั้งเนื้อกระดาษของต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายเก่ามีมานานหลายสิบปีแล้ว โจทก์อ้างว่ากู้ยืมเงินจำเลย 500 บาท แต่เบิกความว่าขอยืมเงินนายเสนาะ 2,000 บาท มาไถ่ที่ดิน ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 ว่าโจทก์ขอยืมเงินนายเสนาะมาซื้อที่ดินคืนจากจำเลย และพยานโจทก์มีพิรุธ เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานว่า นางต่อมเคยพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในสำเนาสัญญาเช่ากระบือเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 โดยมีนางป้อมเบิกความสนับสนุนว่า นางต่อมได้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารดังกล่าวจริง ส่วนจำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านว่าลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 มิใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อม ทั้งยังกล่าวอ้างมาในฎีกาว่าลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 เหมือนกับต้นฉบับสัญญาซื้อขายท้ายฎีกา โดยยืนยันว่านางต่อมได้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือลงในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 จริง เมื่อพิเคราะห์เอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 แล้ว เห็นได้ว่าลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ขายตามเอกสารหมาย จ.4 ไม่เหมือนกับลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ทั้งโจทก์ยังมีนายละเมียด ซึ่งจำเลยรับว่าได้ลงชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ.4 มาเป็นพยานเบิกความว่า ไม่เคยลงชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ.4 สนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ว่า ลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้ขายในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกาไม่เหมือนกับลายพิมพ์นิ้วมือของนางต่อมในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 และพยานโจทก์มิได้เป็นพิรุธตามที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเนื้อกระดาษในต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายท้ายฎีกามีสภาพเก่าแสดงว่ามีมานานหลายสิบปีแล้ว เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขาย ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยสามารถนำมาอ้างเป็นพยานให้ศาลเชื่อได้ว่ามีมานานแล้ว แต่จำเลยหาได้อ้างเป็นพยานไม่ กลับเพิ่งอ้างส่งมาพร้อมฎีกา หลังจากมีกรณีพิพาทถึง 3 ปีเศษ พฤติการณ์ถือว่าเป็นการจงใจที่จะไม่อ้างต้นฉบับเป็นพยานต่อศาล และเป็นการทำให้โจทก์เสียโอกาสในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายที่จำเลยแนบมาท้ายฎีกา จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนที่โจทก์กับนายเสนาะเบิกความว่า โจทก์ขอกู้ยืมเงินนายเสนาะ 2,000 บาท เพื่อนำเงินมาไถ่ที่ดินจากจำเลย อันเป็นการสอดคล้องกับหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าสำเนาหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารปลอม การที่โจทก์จะไปขอกู้ยืมเงินจากนายเสนาะเป็นจำนวนเท่าใด จึงหาใช่ข้อสาระสำคัญไม่ พยานโจทก์ฟังได้ว่าสำเนาหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารปลอม และเมื่อโจทก์อ้างว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของนางต่อม การที่จำเลยปลอมและใช้หนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ปลอมย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทนางต่อมได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษฐานใช้หนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 ปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7002/2554 นายชลอ เนียมจันทร์ โจทก์ นางห่อ เชียงสิน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชลอ เนียมจันทร์ · จำเลย - นางห่อ เชียงสิน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชา มั่นสกุล · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · ไชยยงค์ คงจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยนาท - นายธีระ ทองมั่นคง · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายนิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.686/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3637/2559ฎีกา 163/2491ฎีกา 9026/2553ฎีกา 4810/2542ฎีกา 4884/2543ฎีกา 687/2485ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 7988/2551ฎีกา 710/2542ฎีกา 2186/2550ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 4225/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา