⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7455/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7455/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การได้ตัวจำเลยมาศาลตามกฎหมายที่เกี่ยวกับอายุความนั้น หมายถึง การที่จำเลยมาศาลด้วยตนเอง หรือถูกนำตัวมาศาลเพราะถูกฟ้องและมีเจตนาที่จะมาให้การรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา ไม่ใช่การมาศาลโดยการแต่งตั้งทนายความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือการที่ศาลออกหมายจับ

ย่อคำพิพากษา

คดีโจทก์ขาดอายุความวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองภายในกำหนดอายุความแล้วก็ตาม แต่โจทก์จะต้องได้ตัวจำเลยทั้งสองมาศาลภายในวันสุดท้ายของกำหนดอายุความคือ ภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ด้วย การที่จำเลยแต่งตั้งทนายความเข้าซักค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เป็นการใช้สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165 วรรคท้าย และจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะจำเลย จึงมิใช่เป็นการได้ตัวจำเลยมาศาล จำเลยที่ 1 มาศาลโดยการนำมาของทนายโจทก์ มิใช่มาศาลเพราะทราบว่าถูกฟ้องและมาตามหมายเรียกโดยมีเจตนาที่จะมาให้การรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 1 มาศาล และการที่ศาลออกหมายจับจำเลยที่ 2 ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 2 มาศาลแล้วเช่นกันเพราะมิฉะนั้นจะมีผลทำให้อายุความในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง ขยายออกไปยาวนานกว่าคดีที่ราษฎรร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.165 ประมวลกฎหมายอาญา ม.95 ประมวลกฎหมายอาญา ม.266 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 137, 157, 161, 162, 264, 265, 266, 267, 268, 334, 335 และ 357 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้ว พิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ดังนี้ ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดเวลาสิบห้าปี นับแต่วันกระทำความผิด ย่อมเป็นอันขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2534 วันสุดท้ายของกำหนดอายุความที่โจทก์ต้องฟ้องและได้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มายังศาล คือ วันที่ 6 ธันวาคม 2549 แม้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ภายในกำหนดอายุความแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องได้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มายังศาลภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มาศาล คงแต่งตั้งทนายความมาซักค้านพยานโจทก์ ภายหลังศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 โดยศาลชั้นต้นนัดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 จำเลยทั้งสองรับหมายเรียกแล้ว ครั้นถึงวันนัด ทนายโจทก์กับนายอโนทัย มาศาล และนายอโนทัยแถลงว่า ตนเองเป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 และให้เลื่อนคดีไปเป็นวันที่ 6 ธันวาคม 2549 เมื่อถึงวันนัด ทนายโจทก์กับนางสาวพงศ์ศิริ มาศาล ทนายโจทก์แถลงว่า นางสาวพงศ์ศิริเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และขอเลื่อนคดีเป็นตอนบ่ายโดยจะติดตามกรรมการของจำเลยที่ 1 มาให้ครบจำนวนเพื่อให้ศาลสอบคำให้การ ในช่วงบ่ายทนายโจทก์แถลงว่า ไม่ทราบว่านางสาวพงศ์ศิริไปไหน ศาลชั้นต้นจึงเลื่อนคดีเป็นวันที่ 22 มกราคม 2550 แล้วออกหมายเรียกกรรมการของจำเลยที่ 1 ซึ่งมี 7 คน มาศาล ครั้นถึงวันนัด กรรมการของจำเลยที่ 1 จำนวน 5 คน ได้แก่ นายธำรงค์ นายสุกิจ นายกิจจา นายอโนทัยและนางสาวพงศ์ศิริมาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ยังคงไม่มาศาล จำเลยที่ 1 โดยนายธำรงค์และนายกิจจาลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทยื่นคำให้การต่อสู้ปฏิเสธว่า ไม่ได้กระทำความผิดและคดีโจทก์ขาดอายุความ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จึงต้องกระทำผ่านทางผู้แทน อันได้แก่ กรรมการสองคนร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท จึงจะผูกพันจำเลยที่ 1 กรรมการคนใดคนหนึ่งไม่อาจกระทำไปเพียงลำพังได้ ดังนั้น แม้ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 มีนายอโนทัยมาศาล และในวันที่ 6 ธันวาคม 2543 มีนางสาวพงศ์ศิริมาศาล ก็มีลักษณะเป็นเพียงการมาปรากฏตัวให้ศาลเห็นโดยการนำมาของทนายโจทก์ มิใช่เป็นการมาศาลเพราะทราบว่าถูกฟ้องและตามหมายเรียก โดยมีเจตนาที่จะมาให้การรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาของโจทก์ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 จึงยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 1 ผู้กระทำความผิดมายังศาล ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 กรณีจึงต้องถือว่าได้ตัวจำเลยที่ 1 มายังศาลในวันที่ 22 มกราคม 2550 พ้นกำหนดเวลาสิบห้าปีนับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2543 ซึ่งโจทก์อ้างว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว สำหรับจำเลยที่ 2 ยังคงไม่ได้ตัวมายังศาล ส่วนการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เข้ามาในคดีด้วยการแต่งตั้งทนายความเข้ามาซักค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เป็นเพียงการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 165 วรรคท้าย และยังมิได้อยู่ในฐานะเป็นจำเลย จึงมิใช่เป็นการได้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มายังศาล กับกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 ไว้นั้น จะให้ถือว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 2 มายังศาลแล้วย่อมไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้นจะเท่ากับว่าในคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์เพียงแต่ศาลออกหมายจับจำเลย โดยยังมิได้ตัวมายังศาลแล้วมีผลทำให้อายุความหยุดนับทันที ย่อมจะทำให้กำหนดอายุความขยายออกไปยาวนานกว่าคดีอาญาที่ผู้เสียหายไปแจ้งความหรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด แต่พนักงานอัยการมิได้ฟ้องและได้ตัวมายังศาลภายในกำหนดอายุความ ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 กำหนดไว้ เช่นนี้ย่อมจะมิใช่เป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เพราะบทบัญญัติเรื่องอายุความดังกล่าวย่อมต้องถือหลักอย่างเดียวกันทั้งในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์หรือในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ จึงฟังได้ว่าคดีโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดอายุความฟ้องร้อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) แล้วเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าคดียังไม่ขาดอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7455/2554 นางอุดมลักษณ์ งานทวี โจทก์ บริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอุดมลักษณ์ งานทวี · จำเลย - บริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · วิรุฬห์ แสงเทียน · สุพัฒน์ บุญยุบล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายชมเชษฐ์ จรัสกร · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2853/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 415/2469ฎีกา 90/2468ฎีกา 2639-2641/2517ฎีกา 2665/2515ฎีกา 2918/2522ฎีกา 98/2537ฎีกา 164/2503ฎีกา 414/2531ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5494/2534ฎีกา 3935/2550ฎีกา 2389/2525ฎีกา 2907/2526ฎีกา 198/2564ฎีกา 468/2566ฎีกา 668/2481ฎีกา 3911/2568ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1294/2509ฎีกา 4048/2528ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7362/2538ฎีกา 5138/2537ฎีกา 3535/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา