⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10569/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10569/2558

พ.ร.บ.ปุ๋ย ม.3, 4, 30 ฯลฯ · ป.อาญา ม.29, 78, 83 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีอาญาต่อบริษัทจำกัด ต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทมาศาลในวันฟ้อง มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ไม่มีตัวจำเลยมาศาล และการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย การร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมหรือไม่ได้ขึ้นทะเบียน กับการร่วมกันขายปุ๋ยเคมีดังกล่าว เป็นความผิดคนละกรรมกัน หากมีเจตนาแยกต่างหากจากการกระทำแต่ละส่วน.

ย่อคำพิพากษา

การฟ้องคดีอาญาต่อบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคล ต้องมีกรรมการผู้อำนาจกระทำการแทนบริษัทซึ่งเป็นผู้แทนบริษัทจึงจะดำเนินคดีได้ ขณะยื่นฟ้อง ส. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์จึงต้องนำตัว ส. มาส่งศาลชั้นต้นพร้อมกับฟ้อง โจทก์ไม่ได้นำตัว ส. มาศาลต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีตัวอยู่อย่างสมบูรณ์ตามกฎหมายและต้องถือว่าโจทก์ไม่มีตัวจำเลยที่ 1 มาศาลในวันฟ้องด้วย การที่ศาลชั้นต้นประทับรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165 วรรคหนึ่ง และทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นเป็นการไม่ชอบด้วย การร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนเพื่อการค้ากับการร่วมกันขายปุ๋ยเคมีเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกันได้ แม้ปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนที่ขายไปจะเป็นส่วนหนึ่งของปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันผลิตเพื่อการค้า กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ขายไปในช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเจตนาแยกการร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนเพื่อการค้าต่างหากจากการร่วมกันขายปุ๋ยเคมีตั้งแต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันขายให้แก่ร้าน ฉ. แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.165 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.3 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.4 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.30 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.32 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.35 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.63 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.64 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.71 พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ม.72

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.165 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 3, 4, 30, 32, 35, 63, 64, 71, 72, 72/5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4222/2555ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (1) (4) (เดิม), 32 (5) (เดิม), 35 (เดิม), 62 (เดิม), 64 วรรคหนึ่ง (แก้ไขใหม่), 66 (เดิม), 72 วรรคหนึ่ง (แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้าและผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ปรับ 50,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมและขายปุ๋ยเคมีชนิดที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ปรับ 120,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 รวมปรับ 170,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมจำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งจำเลยที่ 1 ปรับ 85,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และให้นับโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3974/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องและศาลมีคำสั่งประทับฟ้องนั้น จำเลยที่ 1 มีนายสันติสุข เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตามหนังสือรับรอง ดังนั้น ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องโจทก์จึงไม่ได้นำตัวกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มาศาลนั้น เห็นว่า การฟ้องคดีอาญาต่อบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคล ต้องมีกรรมการผู้อำนาจกระทำการแทนบริษัทซึ่งเป็นผู้แทนบริษัทจึงจะดำเนินคดีได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือรับรองว่า ระหว่างวันที่ 14 สิงหาคม 2555 ถึงปัจจุบัน (วันที่ 29 พฤศจิกายน 2555) บริษัทเจ้าพระยาโภคภัณฑ์ จำกัด จำเลยที่ 1 มีนายสันติสุขเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 แม้ฟ้องจะระบุว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ขณะยื่นฟ้องนายสันติสุขเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แล้ว ดังนี้ โจทก์จึงต้องนำตัวนายสันติสุขมาส่งศาลชั้นต้นพร้อมกับฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่ได้นำตัวนายสันติสุขมาศาลต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีตัวอยู่อย่างสมบูรณ์ตามกฎหมายและต้องถือว่าโจทก์ไม่มีตัวจำเลยที่ 1 มาศาลในวันฟ้องด้วย การที่ศาลชั้นต้นประทับรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคหนึ่ง และทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นเป็นการไม่ชอบด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกิดจากเจตนาเดียว แม้จะนำไปจำหน่ายก็เป็นไปตามเจตนาเดิมที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้านั้น เห็นว่า การร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนเพื่อการค้ากับการร่วมกันขายปุ๋ยเคมีเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกันได้ แม้ปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนที่ขายไปจะเป็นส่วนหนึ่งของปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันผลิตเพื่อการค้า กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ขายไปในช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเจตนาแยกการร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนเพื่อการค้าต่างหากจากการร่วมกันขายปุ๋ยเคมีดังกล่าวตั้งแต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันขายให้แก่ร้านฉัตรชัยการเกษตรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่กรรมเดียวกันไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสาม ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10569/2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทเจ้าพระยาโภคภัณฑ์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - บริษัทเจ้าพระยาโภคภัณฑ์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โสฬส สุวรรณเนตร์ · อดิเทพ ถิระวัฒน์ · ไมตรี สุเทพากุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายภิญโญ เจือจันทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4058/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 9647/2557ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1294/2509ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา