⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 864/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 864/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกิดจากการสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน ย่อมไม่มีสิทธิอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวได้

ย่อคำพิพากษา

ในวันเกิดเหตุตอนเช้าเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มีเหตุชกต่อยกับผู้ตายมาก่อน มีอาจารย์เข้ามาห้ามแต่จำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังคงไม่ยุติ ออกติดตามหากลุ่มของผู้ตายต่อไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กับพวก ยังต้องการพบผู้ตายด้วยสาเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด มิฉะนั้นคงไม่ออกติดตามจนกระทั่งมาพบผู้ตายตอนเย็นจำเลยที่ 1 ก็เดินเข้าไปหาผู้ตายทั้งๆ ที่ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในตอนเช้า การเดินเข้าไปหาผู้ตายในลักษณะดังกล่าวนั้น ย่อมเล็งเห็นผลแล้วจะต้องเกิดเหตุทะเลาะวิวาทอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างแน่นอน ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ควรเข้าไปหาผู้ตายก่อน เพราะผู้ตายก็ยังมิได้ทำอะไรจำเลยที่ 1 ส่วนเหตุการณ์ในตอนเช้ายุติไปแล้วไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องเดินเข้าไปหาผู้ตายอีกการที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายโดยมีอาวุธปืนติดตัวเตรียมพร้อมมาด้วยจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่น นอกจากต้องการมีเรื่องกับผู้ตายอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย และเมื่อเป็นการสมัครใจวิวาทซึ่งกันและกันแล้ว การที่ผู้ตายยิงจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ยิงผู้ตายเช่นเดียวกัน จึงหาอาจอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวได้ไม่ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น อย่างไรก็ตามการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุการณ์คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาและความผิดดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.68 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ มีหมายเลขทะเบียน และกระสุนปืนรีวอลเวอร์ขนาดเดียวกัน 5 นัด ใช้ยิงได้อันเป็นของนายคง ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ไว้ในครอบครองโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าว ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งมิใช่กรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย แล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายสุรวุฒิ ยิบพิกุล ผู้ตาย 1 ครั้ง โดยเจตนาฆ่า ลูกกระสุนปืนถูกที่ท้องของผู้ตาย ทะลุตับและปอด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดอาวุธปืน กระสุนปืนที่เหลือ 4 นัด ปลอกกระสุนปืนขนาด .38 อีก 1 ปลอก และลูกกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 1 ลูก เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเสร็จแล้วจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายสมศักดิ์ บิดานายสุรวุฒิ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 9,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 9,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเสร็จแล้ว และคำให้การในชั้นสอบสวนกับทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม เมื่อรวมโทษหลังลดโทษแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 อีกกระทงหนึ่ง ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุกว่าสิบเจ็ดปี แต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 10 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน และปรับ 1,500 บาท ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน และปรับ 1,500 บาท รวมจำคุก 8 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นด้วย ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 1 เดือน 10 วัน ซึ่งไม่อาจรอการลงโทษได้ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน 10 วัน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และผู้ตายเป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และผู้ตายมีเหตุชกต่อยกันภายในวิทยาลัยดังกล่าวแล้วเลิกรากันไปเนื่องจากมีอาจารย์เข้ามาห้าม วันเดียวกันเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 พบผู้ตายบริเวณฝั่งตรงข้ามกับหอพักศรีเมือง ผู้ตายใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 ล้มลง จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการฆ่าผู้ตายหรือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กับผู้ตายมิได้สมัครใจทะเลาะวิวาทกัน มิได้นัดหมายมายิงกันแต่เป็นการพบกันโดยบังเอิญก่อนเกิดเหตุผู้ตายใช้เท้าถีบจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ถีบผู้ตายสวนไป ผู้ตายใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 ล้มลง จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธปืนยิงสวนไปถูกผู้ตาย 1 นัด การยิงของจำเลยที่ 1 เพียง 1 นัด จึงถือว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนเองให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงเพราะหากจำเลยที่ 1 ไม่ยิงสวนไปผู้ตายก็ต้องยิงจำเลยที่ 1 ซ้ำอย่างแน่นอน จำเลยที่ 1จึงไม่มีความผิดตามกฎหมาย ในประเด็นดังกล่าวนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายวิชัย เบิกความว่า พยานเป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกันกับจำเลยทั้งสอง วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ถูกผู้ตายชก พยานจึงเข้าห้ามแต่พยานถูกต่อยด้วย พยานจึงต่อยสวนไปเพื่อเป็นการป้องกันตัว หลังจากนั้นมีอาจารย์เข้ามาห้ามจึงได้เลิกรากันไป แต่พยานกับพวกยังออกติดตามหากลุ่มของผู้ตายภายในโรงเรียนแต่ไม่พบและพยานเบิกความตรงตามคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.3 นายสรจักร ภู่พันธ์ทอง เบิกความว่า พยานเรียนหนังสืออยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรีเช่นเดียวกับจำเลยทั้งสองและมีความสนินสนมกันไปไหนมาไหนด้วยกัน วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ถูกกลุ่มของผู้ตายต่อย มีอาจารย์เข้ามาห้ามทั้งสองฝ่าย จึงหยุด หลังจากนั้นพยานกับพวกออกติดตามหากลุ่มผู้ตาย โจทก์และโจทก์ร่วม ยังมีนายพิทักษ์ ดิษฐวุฒิเบิกความเช่นเดียวกับนายวิชัยและนายสรจักรข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า หลังจากจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีเหตุทะเลาะวิวาทกันแล้วได้มีอาจารย์เข้ามาห้าม แต่ฝ่ายจำเลยที่ 1 กับพวกยังคงออกติดตามหากลุ่มของผู้ตาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ต้องการให้เหตุการณ์ยุติลงเพียงแค่นั้น การออกติดตามหากลุ่มของผู้ตายแสดงว่าต้องมีเหตุหนึ่งเหตุใดมิฉะนั้นคงไม่ออกติดตาม แต่โชคดีที่ออกติดตามไม่พบในช่วงเช้า และปรากฏว่าในวันเกิดเหตุตอนเย็นจำเลยที่ 1 กับผู้ตายก็มาพบกันอีก โดยนายพิทักษ ดิษฐวุฒิ เบิกความว่า พยานขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปทางวัดพระรูป ระหว่างทางพยานพบกับนายยุทธนา ทองบุญเหลือ ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนอยู่ชั้นเดียวกัน นายยุทธนาทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 มีเรื่องกับผู้ตาย ขณะนั้นนายยุทธนานั่งคุยกับแฟนของนายยุทธนาที่หน้าหอพักศรีเมืองที่เกิดเหตุพยานจึงจอดรถคุยกับนายยุทธนา ส่วนจำเลยที่ 1 นั้นพยานไม่ทันสังเกตว่าอยู่ที่ไหน ขณะนั้นพยานเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 อยู่ที่รถจักรยานยนต์ ระหว่างนั้นพยานหันไปเพื่อจะดูว่าจำเลยที่ 1 อยู่ที่รถหรือไม่ พยานเห็นจำเลยที่ 1 เดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามหอพักเพื่อ ไปหาผู้ตาย ซึ่งกำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม พยานดูอยู่ตลอดเวลา พยานได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด นัดแรกเห็นจำเลยที่ 1 ล้มลง ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ล้มลง พยานเห็นอาวุธปืน อยู่ในมือของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ในวันเกิดเหตุตอนเช้าประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 1 มีเหตุชกต่อยกับผู้ตายมาก่อน มีอาจารย์เข้ามาห้ามแต่จำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังคงไม่ยุติออกติดตามหากลุ่มของผู้ตายต่อไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กับพวกยังต้องการพบผู้ตายด้วยสาเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดมิฉะนั้นคงไม่ออกติดตาม ปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 กับพวกก็มาพบผู้ตายอีก จำเลยที่ 1 เดินข้ามถนน ไปฝั่งตรงข้ามเพื่อหาผู้ตายซึ่งตรงกับคำเบิกความของนางสาวคำฝัน การะเวกซึ่งเบิกความว่า ขณะยื่นพูดคุยกับผู้ตายพยานเห็นชายคนหนึ่งวิ่งมาทางทิศ สะพานวัดพระรูปเข้ามาหาผู้ตาย พยานเข้าใจว่าจะมีเรื่องกัน จึงวิ่งเข้าไปในหอพัก หลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น 2 นัดติดต่อกัน นอกจากนี้ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมยังตรงกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งจำเลยที่ 2ให้การว่า จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีปัญหาชกต่อยกับผู้ตายภายในวิทยาลัย เทคนิคสุพรรณบุรีในตอนเช้า หลังจากที่จำเลยที่ 2 ทราบแล้วได้นัดรวมเพื่อนๆซึ่งมีจำเลยที่ 2 นายวิชัย นายสรจักร นายพิทักษ์ และเพื่อนคนอื่นๆ ประมาณ 10 คน ซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนชั้นเดียวกันแยกกันออกติดตามหาผู้ตายภายในวิทยาลัยแต่ไม่พบ และนัดรวมตัวกันใหม่ที่หน้าวิทยาลัยเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ไปยืนดักรอผู้ตายที่หน้าวิทยาลัยแต่ก็ไม่พบอีก จำเลยที่ 2 กับพวกทราบว่าผู้ตายจะต้องไปรับแฟนที่หน้าวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี จึงพากันไปรอที่หน้าวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี ตำบล ท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างที่ยืนรอผู้ตายจนถึงเวลาประมาณ 18.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 พบผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านไปทางสะพาน วัดพระรูปโดยมีผู้หญิงนั่งซ้อนท้ายไปด้วย จำเลยทั้งสอง นายพิทักษ์และเพื่อนๆ ต่างขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามผู้ตายไปถึงบริเวณสี่แยกศรีเมือง หน้าหอพักศรีเมือง ผู้ตายจอดรถจักรยานยนต์บริเวณฝั่งตรงข้ามหอพักศรีเมือง จำเลยที่ 2 จอดรถและเห็นจำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายทำท่าจะต่อย ผู้ตายชักอาวุธปืนออกมายิงจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงชักอาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัดเช่นเดียวกัน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเพื่อนสนิทสนมกับจำเลยที่ 1 และเบิกความไปโดยมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โดยพยานเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังจากจำเลยที่ 1 กับผู้ตายเกิดเหตุชกต่อยกันในตอนเช้าแล้วจำเลยที่ 1 กับพวกก็ยังคงออกติดตามหาผู้ตาย จนกระทั่งมาพบผู้ตายในตอนเย็น จำเลยที่ 1 ก็เดินเข้าไปหาผู้ตาย ทั้งๆ ที่ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 กับผู้ตายมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในตอนเช้า การเดินเข้าไปหาผู้ตายในลักษณะดังกล่าวนั้นย่อมเล็งเห็นผลแล้วว่าจะต้องเกิดเหตุวิวาทอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นอย่างแน่นอนดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ควรเดินเข้าไปหาผู้ตายก่อน เพราะผู้ตายก็ยังมิได้ทำอะไรจำเลยที่ 1 ส่วนเหตุการณ์ในตอนเช้าก็ยุติไปแล้วไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องเดินเข้าไปหาผู้ตายอีก การที่จำเลยที่ 1 เดินเข้าไปหาผู้ตายโดยมีอาวุธปืนติดตัวเตรียมพร้อมมาด้วยจึงไม่มีทางฟังเป็นอย่างอื่นนอกจากต้องการมีเรื่องกับผู้ตายอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย และเมื่อเป็นการสมัครใจวิวาทซึ่งกันและกันแล้ว การที่ผู้ตายยิงจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ยิงผู้ตายเช่นเดียวกันจึงหาอาจอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวได้ไม่ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 แล้ววิ่งออกจากที่เกิดเหตุไป จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ คนละตอนกับความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น ย่อมเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา และความผิดดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 864/2554 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายสมศักดิ์ ยิบพิกุล กับพวก โจทก์ร่วม นายบุญชัย สุมลโสภณคิริ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี · โจทก์ร่วม - นายสมศักดิ์ ยิบพิกุล กับพวก · จำเลย - นายบุญชัย สุมลโสภณคิริ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ อเนกพุฒิ · ศิริชัย วัฒนโยธิน · อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 226/2529ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 551/2514ฎีกา 1368/2509ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ