⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1112/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ดำเนินการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ถือเสมือนเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดถือเป็นการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ถึงวันที่ทรัพย์สินของจำเลยถูกขายทอดตลาดเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามหมายบังคับคดีโดยทำการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด 25,500,000 บาท ไว้เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 เป็นการกระทำไปในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 278 ถือได้ว่าเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลย เป็นเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินตามคำพิพากษาถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 อันเป็นวันขายทอดตลาดเท่านั้น หามีสิทธิคิดดอกเบี้ยถึงวันที่ 7 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่คำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิถึงที่สุดไม่ เพราะความล่าช้าจนถึงกำหนดวันดังกล่าวเกิดจากการต่อสู้คดีระหว่างโจทก์กับผู้ร้อง โดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.278

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 14,546,252.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 12,332,156.61 บาทนับถัดไปจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ตุลาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก้โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ได้เงิน 25,500,000 บาท ครั้นวันที่ 20 ธันวาคม 2544 นายโกศลยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยและขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิ 2,010,780 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ 819,475 บาท จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยก่อนเจ้าหนี้รายอื่น คำขออื่นให้ยก คดีถึงที่สุดวันที่ 7 เมษายน 2546 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณดอกเบี้ยตามคำพิพากษาให้โจทก์นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2554 ซึ่งเป็นวันขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลย เป็นการไม่ถูกต้อง ที่ถูกจะต้องให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยจนถึงวันที่ 7 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่คดีที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยลูกหนี้เสร็จสิ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2544 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดและรับเงินไว้แทนโจทก์ การคิดดอกเบี้ยของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่คิดถึงวันขายทอดตลาดชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่คำนวณดอกเบี้ยให้โจทก์ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 และให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 7 เมษายน 2546 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้เงินมา 25,500,000 บาท ถือได้ว่าในวันนี้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงถึงวันดังกล่าวเท่านั้น เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามหมายบังคับคดีโดยทำการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด 25,500,000 บาท ไว้เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2544 เป็นการกระทำไปในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 ถือได้ว่าเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยเป็นเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีจำนวนเพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินตามตำพิพากษาถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 อันเป็นวันขายทอดตลาดเท่านั้น หามีสิทธิคิดดอกเบี้ยถึงวันที่ 7 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่คำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิถึงที่สุดไม่ เพราะความล่าช้าจนถึงกำหนดวันดังกล่าวเกิดจากการต่อสู้คดีระหว่างโจทก์กับผู้ร้องโดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการให้จำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ยจนถึงวันดังกล่าวย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยฎีกาจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1112/2555 บริษัทเอ็มซีเท็กซ์ไทล์ จำกัด โจทก์ นายโกศล แก้วบุญส่ง ผู้ร้อง บริษัทไทยทรีคอท จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเอ็มซีเท็กซ์ไทล์ จำกัด · ผู้ร้อง - นายโกศล แก้วบุญส่ง · จำเลย - บริษัทไทยทรีคอท จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อนันต์ ชุมวิสูตร · วรพจน์ วิไลชนม์ · นิพนธ์ ใจสำราญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายศิริพันธ์ ชมพูวัฒนา · ศาลอุทธรณ์ - นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2236/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1145/2494ฎีกา 609/2526ฎีกา 621/2514ฎีกา 5378/2544ฎีกา 959/2537ฎีกา 175/2519ฎีกา 1256/2518ฎีกา 1485/2513ฎีกา 4122/2540ฎีกา 128/2521ฎีกา 6486/2531ฎีกา 1435/2510ฎีกา 4767/2529ฎีกา 171/2520ฎีกา 193/2510ฎีกา 1039/2492ฎีกา 2558/2527ฎีกา 2452/2535ฎีกา 992/2549ฎีกา 928/2503ฎีกา 428/2517ฎีกา 1263/2512ฎีกา 137/2516ฎีกา 1110/2493
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา