⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 428/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่ความตกลงกันให้แบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไว้เป็นส่วนๆ แล้ว เงินส่วนที่เหลือจากที่ตกลงกันไว้ย่อมตกเป็นของผู้ที่ได้รับสิทธิตามสัญญานั้น และหากผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดผิดนัดไม่ชำระเงิน ผู้ซื้อทรัพย์นั้นต้องรับผิดชดใช้ส่วนต่างของราคาที่ขายทอดตลาดได้ใหม่ตามที่ตกลงไว้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ ผู้ร้องขัดทรัพย์ และจำเลย ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไว้ได้เงินสุทธิเท่าใดให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้2ใน 3 ส่วน เงินส่วนที่เหลือให้ผู้ร้องขัดทรัพย์รับไปเช่นนี้ ก็ต้องถือว่าเงินส่วนที่เหลือจาก 2 ใน 3 ส่วนของเงินสุทธิที่ขายทอดตลาดได้ตกเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์ตามที่ได้ตกลงกันไว้ เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่เงินของจำเลย เมื่อผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ที่ยึดได้จากการขายทอดตลาดครั้งแรกในราคา 80,000 บาท แต่ผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่วางเงินมัดจำในการซื้อทรัพย์และได้ทำสัญญาขอผัดชำระเงินผลที่สุดได้ผิดสัญญาไม่นำเงินมาชำระและได้ยอมให้จัดการขายทอดตลาดทรัพย์ใหม่ตามสัญญายอมรับผิดที่ทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า หากการขายทอดตลาดทรัพย์ครั้งหลังได้ราคาต่ำกว่าการขายครั้งก่อนเท่าไร ผู้ร้องขัดทรัพย์ยอมใช้เงินให้เต็มจำนวนตามที่ผู้ร้องขัดทรัพย์ได้รับซื้อไว้ครั้งก่อน ฉะนั้น เมื่อขายทอดตลาดทรัพย์ครั้งหลังได้ในราคา 61,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาขายครั้งแรก ก็ต้องคิดส่วนได้ของโจทก์และค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดเต็มจำนวนเสมือนหนึ่งขายทอดตลาดได้ราคาเท่าการขายทอดตลาดครั้งแรกเงินส่วนได้ของผู้ร้องขัดทรัพย์จากการขายทอดตลาดครั้งหลังจึงต้องตกอยู่ในบังคับที่จะนำไปชดใช้ส่วนที่ขายทอดตลาดได้ราคาต่ำไปนั้นด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.278 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.322 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ เดิมโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้โจทก์จำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมชำระเงินให้โจทก์ศาลพิพากษาตามยอม จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลย คือ รถยนต์โดยสารยี่ห้ออีซูสุ เลขทะเบียน บ.ล. ๐๐๓๙๘ระหว่างประกาศขายทอดตลาด ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องอ้างว่า ตัวถัง เบาะที่นั่งและอุปกรณ์ในตัวถังรถยนต์เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ขอให้งดการขายทอดตลาดและถอนการยึด โจทก์แถลงคัดค้านในที่สุดโจทก์ จำเลย และผู้ร้องขัดทรัพย์ตกลงประนีประนอมยอมความกันให้นำรถยนต์ที่ยึดออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าไร ให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ๒ ใน ๓ ส่วน เงินที่เหลืออยู่ให้ผู้ร้องขัดทรัพย์รับไป จำเลยไม่ค้าน และให้ถือว่าผู้ร้องขัดทรัพย์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยไปตามจำนวนเงินนั้น ต่อมาศาลสั่งขายทอดตลาดรถยนต์คันดังกล่าว ผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา ๘๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้ร้องขัดทรัพย์จะต้องวางเงินมัดจำ ๒๕%เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่มีเงินวางจึงทำหนังสือสัญญาซื้อขายไว้กับจ่าศาลชั้นต้นว่า ถ้าผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่นำเงินทั้งหมดมาชำระให้เสร็จภายในกำหนด ๑๕ วันนับแต่วันซื้อทรัพย์ ผู้ร้องขัดทรัพย์ยอมให้ศาลชั้นต้นบังคับยึดทรัพย์ของผู้ร้องขัดทรัพย์ขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินที่จะต้องวางมัดจำ๒๐,๐๐๐ บาท และยอมให้จัดการขายทรัพย์ใหม่ หากการขายครั้งหลังนี้ได้ราคาต่ำกว่าครั้งก่อนเท่าใด ผู้ร้องขัดทรัพย์ยอมออกเงินใช้ให้เต็มตามจำนวนที่ผู้ร้องขัดทรัพย์ได้รับซื้อไว้ครั้งก่อน ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาพ้นกำหนดนัดแล้วผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่นำเงินมาวาง ศาลชั้นต้นจึงประกาศขายทอดตลาดรถยนต์ดังกล่าวใหม่ และโจทก์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา ๖๑,๐๐๐ บาท เมื่อโจทก์ผู้ซื้อได้ชำระเงิน ๖๑,๐๐๐ บาท และหักค่าธรรมเนียมการขายร้อยละ ๕ เป็นเงิน ๓,๐๕๐บาท แล้วคงเหลือเงิน ๕๗,๙๕๐ บาท โจทก์ได้ขอหักส่วนของโจทก์ที่มีส่วนได้๒ ส่วนใน ๓ ส่วนออกก่อน เป็นเงิน ๓๘,๖๓๓.๓๓ บาท แล้วโจทก์จึงวางเงินที่เหลือ ๑ ส่วนเป็นเงิน ๑๙,๓๑๖.๖๗ บาทต่อศาล ต่อมาจ่าศาลชั้นต้นรายงานต่อศาลขอให้ริบเงิน ๑๙,๓๑๖.๖๗ บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินของผู้ร้องขัดทรัพย์ผู้ผิดสัญญาโดยไม่วางเงินมัดจำ ศาลสั่งว่า ปฏิบัติตามหนังสือสัญญาซื้อขายทรัพย์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องอ้างว่าเงินจำนวน ๑๙,๓๑๖.๖๗ บาทที่ศาลยึดนี้ควรตกได้แก่จำเลยผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิจะได้รับตามกฎหมาย ขอให้ศาลสั่งจ่ายเงินจำนวนนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งว่าเงินจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลสั่งริบนี้เป็นเงินส่วนได้ของผู้ร้องมิใช่ของโจทก์หรือจำเลย ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ว่า เงินดังกล่าวได้มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยซึ่งถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ดำเนินการขายแทนคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๘, ๓๒๒ วรรค ๒โจทก์ชอบที่จะขอรับเงินจำนวนนี้มาชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่ใช่เงินของจำเลยที่โจทก์จะมาขอชำระหนี้ของโจทก์ได้ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ผู้ร้องขัดทรัพย์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ตกลงกันว่ารถยนต์ที่ยึดไว้ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใด ให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ ๒ ใน ๓ ส่วน เงินที่เหลือให้ผู้ร้องขัดทรัพย์รับไป ให้ถือว่าผู้ร้องขัดทรัพย์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยไปตามจำนวนเงินนั้น เมื่อตกลงกันไว้เช่นนี้ ในชั้นแรกก็ต้องถือว่าเงินจำนวน๑๙,๓๑๖.๖๗ บาท ซึ่งเป็นเงินส่วนที่เหลือจาก ๒ ใน ๓ ส่วนของเงินสุทธิที่ขายทอดตลาดได้ตกเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์ตามที่ได้ตกลงประนีประนอมกันไว้ เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่เงินของจำเลย แต่เมื่อผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นผู้ซื้อรถยนต์ที่ยึดได้จากการขายทอดตลาดครั้งแรกในราคา ๘๐,๐๐๐ บาทนั้นผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่วางเงินมัดจำในการซื้อทรัพย์ แต่ได้ทำสัญญาขอผัดชำระเงินและผลที่สุดได้ผิดสัญญาไม่นำเงินมาชำระและได้ยอมให้จัดการขายทอดตลาดรถยนต์ใหม่ ตามสัญญายอมรับผิดที่ทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าหากขายทอดตลาดครั้งหลัง ได้ราคาต่ำกว่าการขายครั้งก่อน ผู้ร้องขัดทรัพย์ยอมใช้ให้เต็มจำนวนที่รับซื้อไว้ ฉะนั้น เมื่อขายทอดตลาดครั้งใหม่ได้ราคา๖๑,๐๐๐ บาท ซึ่งต่ำไปกว่าราคาขายครั้งแรกเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการขายทอดตลาดครั้งก่อนได้รับความเสียหายเท่าจำนวนเงินที่ขายได้ราคาต่ำไป ซึ่งผู้ร้องขัดทรัพย์จะต้องรับผิดตามที่ได้ทำสัญญาไว้ คือผู้ร้องขัดทรัพย์จะต้องรับผิดชอบในเงินที่ขายต่ำลงอีก ๑๙,๐๐๐ บาท เพื่อให้ครบ ๘๐,๐๐๐ บาท โดยเหตุนี้เงินจำนวน ๑๙,๓๑๖.๖๗ บาท อันเป็นส่วนของผู้ร้องขัดทรัพย์ดังกล่าว จึงต้องอยู่ในบังคับที่จะนำมาชดใช้ส่วนที่ขายทอดตลาดรถยนต์ได้ราคาต่ำไป อันถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของราคาขายทอดตลาดรถยนต์นั่นเอง โจทก์ย่อมขอรับชำระหนี้จากเงินจำนวนนี้ได้ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าเงินที่จะนำมาชดใช้นี้จะเป็นเงินมัดจำหรืออย่างไรการคำนวณจึงต้องถือราคาขาย ๘๐,๐๐๐ บาทเป็นเกณฑ์และหักเป็นค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดไว้ ส่วนของผู้ร้องขัดทรัพย์ที่ขาดหายไปย่อมตกเป็นพับแก่ผู้ร้องขัดทรัพย์ ดังนั้น เมื่อหักค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาด ๔,๐๐๐ บาท ออกจากเงินสดที่มีอยู่จริง ๖๑,๐๐๐ บาทแล้วจึงมีเงินสุทธิเหลืออยู่ ๕๗,๐๐๐ บาท เงินสุทธิที่เหลืออยู่จึงเป็นส่วนของโจทก์ที่โจทก์ควรมีควรได้เป็นเงิน ๕๐,๖๖๖.๖๗ บาท คือ ๒ ใน ๓ ส่วน ของเงินที่ขายทอดตลาดได้ในราคา ๘๐,๐๐๐ บาท ฉะนั้น เงินที่ยังคงค้างอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ๑๙,๓๓๖.๖๗ บาทนั้น โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อีก ๑๒,๐๓๓.๓๔ บาท และต้องหักเป็นค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดอีก๙๕๐ บาท ส่วนที่เหลือจึงจะตกได้แก่ผู้ร้องขัดทรัพย์ พิพากษาแก้ เป็นว่า เงินค้างจ่ายอยู่ที่ศาลจำนวน ๑๙,๓๑๖.๖๗ บาท นั้นให้เป็นส่วนของโจทก์ ๑๒,๐๓๓.๓๔ บาท และให้หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาด ๙๕๐ บาท ส่วนที่เหลือจึงให้ตกเป็นส่วนได้ของผู้ร้องขัดทรัพย์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2517 นายสุเทพ สุขเกษม โจทก์ นางสายหยุด อิงคสุวนิช จำเลย นายเทอดศักดิ์ ปานพริ้ง ผู้ร้องขัดทรัพย์

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุเทพ สุขเกษม · จำเลย - นางสายหยุด อิงคสุวนิช · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นายเทอดศักดิ์ ปานพริ้ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนับ คัมภีรยส · วิกรม เมาลานนท์ · สุธี ชอบธรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายอัมพร ศศะภูริ · ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทธ เลอลภ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1145/2494ฎีกา 609/2526ฎีกา 621/2514ฎีกา 5378/2544ฎีกา 3191/2547ฎีกา 3490/2548ฎีกา 2335/2551ฎีกา 766/2543ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5283/2540ฎีกา 4800/2534ฎีกา 8182/2540ฎีกา 6232/2534ฎีกา 1427/2514ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 727/2567ฎีกา 5811/2533ฎีกา 566/2553ฎีกา 1733/2492ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 308/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา