⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11691/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11691/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้สินสมรส ถือเป็นหนี้ที่สามีภริยาต้องรับผิดร่วมกัน และสามารถฟ้องแย้งให้รับผิดในคดีเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสได้

ย่อคำพิพากษา

หนี้ระหว่างสมรสที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยร่วมรับผิดคดีนี้เป็นหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถว 3 ชั้น เมื่อปี 2532 เพื่อให้จำเลยและบุตรอยู่อาศัยซึ่งระหว่างนั้นโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า ต่อมาเดือนตุลาคม 2543 โจทก์ยืมเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ตราด จำกัด และเดือนตุลาคม 2546 ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ระยอง จำกัด เพื่อชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าว ดังนั้น ที่ดินพร้อมตึกแถวจึงเป็นสินสมรสและหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมดังกล่าวถือว่าเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสที่โจทก์และจำเลยเป็นลูกหนี้ร่วมกันและต้องรับผิดร่วมกัน ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องแย้งให้จำเลยร่วมรับผิดในคดีก่อนได้อยู่แล้ว เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสในคดีก่อนที่โจทก์อาจดำเนินคดีได้ไปในคราวเดียวกัน การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.144 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1474 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1490

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 95,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 60,382.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความจำนวน 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงประเด็นเดียวว่า ฟ้องโจทก์ต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 63/2549 ที่จำเลยฟ้องโจทก์และนางสุดใจนั้น คดีดังกล่าวโจทก์ให้การและฟ้องแย้งว่า ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันมีที่ดินจำนวน 2 แปลง ตั้งอยู่ตำบลตาขัน และตำบลหนองบัว อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยขอแบ่งทรัพย์สินกึ่งหนึ่งทั้งโจทก์ยังให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้เช่าซื้อตึก 3 ชั้น เลขที่ 3/19 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เพื่อให้บุตรทั้งสองและจำเลยอยู่อาศัย ประมาณปี 2547จำเลยบังคับให้โจทก์โอนที่ดินพร้อมตึกดังกล่าวให้แก่บุตรทั้งสอง เมื่อพิจารณาที่ดินและตึก 3 ชั้น ตามคำให้การและฟ้องแย้งของโจทก์ในคดีก่อนแล้วก็คือที่ดินและตึกแถวอันเป็นสินสมรสที่โจทก์นำมาฟ้องเรียกให้ชำระหนี้ร่วมคดีนี้นั่นเอง ซึ่งศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสินสมรสไว้ด้วย แม้ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับทรัพย์สินตามฟ้องแย้งว่าไม่ใช่สินสมรส เมื่อคู่ความไม่อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าวคงอุทธรณ์เฉพาะประเด็นอื่น ๆ ต่อมา ประเด็นเกี่ยวกับสินสมรสจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและถือว่าศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 เมื่อปรากฏจากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์คดีนี้ได้ความว่า หนี้ระหว่างสมรสที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยร่วมรับผิดคดีนี้เป็นหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถว 3 ชั้น เป็นเงิน 600,000 บาท เมื่อปี 2532 เพื่อให้จำเลยและบุตรอยู่อาศัยซึ่งระหว่างนั้นโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า ต่อมาเดือนตุลาคม 2543 โจทก์ยืมเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ตราด จำกัด และเดือนตุลาคม 2546 ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ระยอง จำกัด เพื่อชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าว ดังนั้น ที่ดินพร้อมตึกแถวจึงเป็นสินสมรสและหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมดังกล่าวถือว่าเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสที่โจทก์และจำเลยเป็นลูกหนี้ร่วมกันและต้องรับผิดร่วมกัน ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องแย้งให้จำเลยร่วมรับผิดในคดีก่อนได้อยู่แล้ว เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสในคดีก่อนที่โจทก์อาจดำเนินคดีได้ไปในคราวเดียวกัน การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ฟ้องโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11691/2555 พันตำรวจโทมโนธรรม วังคำ โจทก์ นางยุพิน กุศลพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พันตำรวจโทมโนธรรม วังคำ · จำเลย - นางยุพิน กุศลพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พฤษภา พนมยันตร์ · เพลินจิต ตั้งพูลสกุล · อธิป จิตต์สำเริง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง - นายประยุทธ แก้วภักดี · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางอารยา วิชิตชลชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำยช.(พ)7/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 171/2513ฎีกา 5414/2536ฎีกา 3803/2565ฎีกา 9577/2552ฎีกา 6193/2551ฎีกา 5531/2534ฎีกา 1182/2491ฎีกา 3745/2530ฎีกา 261/2506ฎีกา 3190/2530ฎีกา 6506/2547ฎีกา 3574/2541ฎีกา 3330-3331/2524ฎีกา 3801/2565ฎีกา 679/2532ฎีกา 3392/2548ฎีกา 7631/2552ฎีกา 2002/2511ฎีกา 5286/2559ฎีกา 7268/2537ฎีกา 9720/2539ฎีกา 1106-1107/2526ฎีกา 2049/2524ฎีกา 5568/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา