⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13889/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13889/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลของนายจ้างในลักษณะที่เด็ดขาด ย่อมมีฐานะเป็นนายจ้างตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และการแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นกรรมการลูกจ้างย่อมขัดต่อกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยแต่ในขณะเดียวกันโจทก์ก็ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้มีอำนาจลงนามในหนังสือสัญญาจ้าง เลิกจ้าง อนุมัติ ระงับทดลองงาน และแต่งตั้งโยกย้ายพนักงาน พิจารณาลงโทษพนักงานที่กระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง และลงนามในหนังสือคำเตือนห้ามพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือน ซึ่งอำนาจดังกล่าวของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องได้รับความเห็นชอบหรือได้รับอนุมัติจากผู้ใดอีก โจทก์ย่อมมีอำนาจกระทำการแทนตามที่ได้รับมอบโดยเด็ดขาด โจทก์จึงมีฐานะเป็นนายจ้างด้วยตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ซึ่งฐานะนายจ้างและลูกจ้างย่อมมีผลประโยชน์บางส่วนขัดกัน การที่สหภาพแรงงานแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการประชุมระหว่างนายจ้างและคณะกรรมการลูกจ้างตาม มาตรา 50 สหภาพแรงงานแต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้างและไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 จำเลยไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานในการเลิกจ้างโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.5 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.50 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.52

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าหนังสือเลิกจ้างโจทก์ฉบับวันที่ 11 มกราคม 2548 เป็นโมฆะและไม่มีผลใช้บังคับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติ และจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างในอัตราสุดท้ายเดือนละ 114,500 บาท นับแต่งวดค่าจ้างเดือนมกราคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามปกติ พร้อมกับให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ทุก ๆ 7 วันนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เริ่มทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคลและองค์กร มีระยะเวลาทดลองงาน 6 เดือน จำเลยมอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจลงนามในหนังสือสัญญาจ้าง เลิกจ้าง อนุมัติ ระงับทดลองงาน แต่งตั้งโยกย้ายพนักงาน พิจารณาลงโทษพนักงานที่กระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง และลงนามในหนังสือคำเตือนห้ามพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก สหภาพแรงงานยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอนจิเนียริ่ง มีลูกจ้างของจำเลยเป็นสมาชิกเกินหนึ่งในห้าของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดของจำเลย ต่อมาสหภาพแรงงานยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอนจิเนียริ่ง แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างแทนนายสมพงษ์ซึ่งลาออกไป จำเลยหารือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรีว่า โจทก์ขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการลูกจ้างหรือไม่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรีตอบข้อหารือว่า โจทก์ขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการลูกจ้าง โจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ ตามหนังสือเลิกจ้างโจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่สหภาพแรงงานยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอนจิเนียริ่ง แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 หรือไม่ และโจทก์ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า การที่พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 45 บัญญัติให้มีคณะกรรมการลูกจ้างนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นตัวแทนของลูกจ้างในการเข้าร่วมประชุมกับนายจ้างเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการแก่ลูกจ้างปรึกษาหารือเพื่อกำหนดข้อบังคับในการทำงานอันจะเป็นประโยชน์ต่อนายจ้างและลูกจ้าง พิจารณาคำร้องทุกข์ของลูกจ้าง และหาทางปรองดองและระงับข้อขัดแย้งในสถานประกอบกิจการตามมาตรา 50 แม้โจทก์จะเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่ในขณะเดียวกันโจทก์ก็ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้มีอำนาจลงนามในหนังสือสัญญาจ้าง เลิกจ้าง อนุมัติ ระงับทดลองงาน และแต่งตั้งโยกย้ายพนักงาน พิจารณาลงโทษพนักงานที่กระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง และลงนามในหนังสือคำเตือนห้ามพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก ซึ่งอำนาจดังกล่าวของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องได้รับความเห็นชอบหรือได้รับอนุมัติจากผู้ใดอีก โจทก์ย่อมมีอำนาจกระทำการแทนตามที่ได้รับมอบโดยเด็ดขาด โจทก์จึงมีฐานะเป็นนายจ้างด้วยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ซึ่งฐานะนายจ้างกับลูกจ้างนั้น ย่อมจะมีผลประโยชน์บางส่วนที่ขัดกัน การที่สหภาพแรงงานยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอนจิเนียริ่ง แต่งตั้งโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง จึงเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการประชุมระหว่างนายจ้างกับคณะกรรมการลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 50 ดังนั้น การที่สหภาพแรงงานยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอนจิเนียริ่ง แต่งตั้งให้โจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นกรรมการลูกจ้าง และไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 45 วรรคสอง มิได้ระบุว่าสหภาพแรงงานต้องแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างจากสมาชิกสหภาพแรงงานเท่านั้น แต่ให้สิทธิสหภาพแรงงานแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างได้มากกว่ากรรมการลูกจ้างอื่นที่มาจากการเลือกตั้งได้ 1 คน ซึ่งกรรมการที่มากกว่าดังกล่าวไม่จำต้องเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานก็ได้นั้น แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13889/2555 นายณรงค์กรณ์ ไชยนันทน์ โจทก์ บริษัทยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายณรงค์กรณ์ ไชยนันทน์ · จำเลย - บริษัทยูนิไทย ชิปยาร์ค แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิรุฬห์ แสงเทียน · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานภาค 2 - นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.857/2549

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6947/2557ฎีกา 1596/2529ฎีกา 5759/2540ฎีกา 7773-7776/2553ฎีกา 9395-9492/2550ฎีกา 8880-8886/2542ฎีกา 4688/2529ฎีกา 2790/2525ฎีกา 4777/2549ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 378/2531ฎีกา 2093/2532ฎีกา 5790-5822/2543ฎีกา 7420/2537ฎีกา 5200/2543ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 4369/2530ฎีกา 6000-6040/2544ฎีกา 1612/2530ฎีกา 5924/2534ฎีกา 9488/2551ฎีกา 3555/2534ฎีกา 1389/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา