⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15039/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15039/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ทายาทครอบครองทรัพย์มรดกเพียงผู้เดียวโดยเจตนายึดถือเพื่อตน ไม่ถือเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น และทายาทอื่นที่มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ย่อมสิ้นสิทธิเรียกร้องในการรับมรดกนั้น

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเป็นทายาทและบุตรของผู้ตายเจ้ามรดก ผู้ร้องได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนเจ้ามรดกมีชีวิตอยู่เรื่อยมาเพียงผู้เดียวกระทั่งเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก การครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องดังกล่าวจึงเป็นการครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตน และไม่มีกฎหมายบัญญัติว่า การที่ทายาทคนหนึ่งคนใดครอบครองทรัพย์มรดกเพียงผู้เดียวเป็นสัดส่วนชัดเจนจะถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น และภายหลังเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านก็ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทและไม่เคยร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกภายในอายุความมรดก 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านเพิ่งมาขอแบ่งทรัพย์มรดกหลังผู้ร้องได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้วเกิน 1 ปี ฉะนั้นสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่จะเรียกร้องให้ผู้ร้องแบ่งทรัพย์มรดกจึงต้องห้ามตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่งดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นของผู้ร้องโดยสมบูรณ์ และการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วเกือบ 3 ปี โดยมิได้ระบุในคำร้องว่าจะนำที่ดินพิพาทมาแบ่งปันแก่ทายาทก็เป็นเพียงการที่ผู้ร้องดำเนินการให้ตนมีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนได้เท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่ผู้คัดค้านและทายาทอื่นที่สิ้นสิทธิในการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกโดยอายุความไปแล้วตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ทั้งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก็ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องสละประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 193/24 ดังนั้น การครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ร้องที่กล่าวข้างต้นจึงมิใช่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นและแทนผู้คัดค้านที่สิ้นสิทธิในการรับมรดกโดยอายุความไปแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะยื่นคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1713 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเสนาะ ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนนางเรณูออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายเสนาะ เจ้ามรดก และตั้งนางประพิณ ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายเสนาะแทน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายเสนาะ ผู้ตายและนางจวง ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2516 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก 3 คน คือ นางดารา นางปราณีซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วและนางจำนอง ปรากฏตามบัญชีเครือญาติ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2544 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรม ขณะถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินรวม 3 แปลง โดยมีบ้านปลูกอยู่ในที่ดินตามเอกสารหมาย ค.5 อีก 1 หลัง วันที่ 31 พฤษภาคม 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 31 พฤษภาคม 2547 และวันที่ 22 ตุลาคม 2547 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินตามเอกสารหมาย ค.3 และ ค.4 เป็นของผู้ร้องในฐานะส่วนตัว วันที่ 16 ธันวาคม 2547 ผู้ร้องในฐานะส่วนตัวได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามเอกสารหมาย ค.3 ไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิยื่นคำคัดค้านการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ร้องครอบครองทำกินที่ดินพิพาท 29 ไร่ ซึ่งก็คือที่ดินตามเอกสารหมาย ค.3 ตั้งแต่ผู้ตายมีชีวิตตลอดมา และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ร้องก็ครอบครองทำกินแต่ผู้เดียว ส่วนนางจำลองก็ครอบครองที่ดินพิพาท 8 ไร่ ซึ่งก็คือที่ดินตามเอกสารหมาย ค.4 กับครอบครองที่ดินพิพาทที่ปลูกบ้านพักอาศัย ซึ่งคือที่ดินเอกสารหมาย ค.5 ตั้งแต่ผู้ตายมีชีวิต และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายก็ครอบครองที่ดินแต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน โดยผู้คัดค้านและญาติพี่น้องคนอื่นไม่เข้ามาเกี่ยวข้องเลย ดังนั้น การครอบครองที่ดินดังกล่าวของผู้ร้องและนางจำลองหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นการครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตนแต่ผู้เดียว และไม่มีกฎหมายบัญญัติว่า การที่ทายาทคนหนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวเป็นสัดส่วนชัดเจนจะถือว่าครอบครองแทนทายาทคนอื่น เช่นนี้จะถือว่าผู้ร้องและนางจำลองครอบครองที่ดินแทนทายาทอื่นหาได้ไม่ นอกจากนี้หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านซึ่งไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกดังวินิจฉัยข้างต้นก็ไม่เคยเรียกร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกภายในอายุความมรดกคือภายใน 1 ปี นับแต่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง เพิ่งจะมาร้องขอให้ผู้ร้องแบ่งทรัพย์มรดกหลังจากผู้ร้องได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่จะเรียกร้องให้ผู้ร้องและนางจำลองแบ่งมรดกจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้น สิทธิในที่ดินพิพาททั้งสามแปลงพร้อมบ้านพักอาศัยอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายย่อมตกแก่ผู้ร้องและนางจำลองโดยสมบูรณ์ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2544 เกือบ 3 ปี โดยมิได้ระบุในคำร้องเลยว่าจะนำที่ดินสามแปลงมาแบ่งปันให้แก่ทายาทอื่น โดยมีเฉพาะนางจำลองเท่านั้นที่ลงชื่อให้ความยินยอมในการที่ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก จึงเห็นได้ว่าเป็นการร้องขอเพื่อที่จะดำเนินการให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่ผู้คัดค้านและทายาทอื่น ซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไปตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แล้วไม่ นอกจากนี้การยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องถือไม่ได้ว่าผู้ร้องสละประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 193/24 กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องและนางจำลองครอบครองที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายแทนหรือเพื่อประโยชน์แก่ผู้คัดค้านกับทายาทอื่นผู้เสียสิทธิในการรับมรดกโดยอายุความดังกล่าวข้างต้น ผู้คัดค้านย่อมไม่อาจยกเอาประโยชน์แห่งมาตรา 1748 มาเพื่อเรียกร้องให้ผู้ร้องและนางจำลองแบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดมาตรา 1754 แล้วหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านเสียไปซึ่งสิทธิในการรับมรดกตามมาตรา 1599 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1754 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอันจะยื่นคำคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15039/2555 นางเรณู สว่างศรี ผู้ร้อง นางประพิณ สว่างศรี ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - นางเรณู สว่างศรี · ผู้คัดค้าน - นางประพิณ สว่างศรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กีรติ กาญจนรินทร์ · ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · พิสิฐ ฐิติภัค
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายสรพงษ์ ตรีธนะ · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายบุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.57/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1200/2523ฎีกา 406/2510ฎีกา 621/2519ฎีกา 943/2513ฎีกา 453/2521ฎีกา 1368/2534ฎีกา 1368/2510ฎีกา 3299/2533ฎีกา 174/2524ฎีกา 2241/2566ฎีกา 94/2493ฎีกา 8371/2557ฎีกา 994/2485ฎีกา 8460/2558ฎีกา 58/2531ฎีกา 1279/2502ฎีกา 721/2479ฎีกา 2660/2545ฎีกา 3011/2543ฎีกา 10987/2551ฎีกา 3994/2540ฎีกา 1028/2564ฎีกา 192/2485ฎีกา 3568/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา