⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5410/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดกรรมหนึ่งแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในความผิดกรรมเดียวกันนั้นจึงระงับไป

ย่อคำพิพากษา

รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในคดีนี้ และรถจักรยานยนต์ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ไม่ปรากฏโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 3 ได้รับมาคนละคราว จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 3 ได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวไว้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันรับของโจรเพียงกรรมเดียว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรีแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าวจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร แต่ต่อสู้ว่าเป็นกรรมเดียวกับคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า มีคนร้ายเข้าไปลักเอารถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กจก นนทบุรี 395 ของนายบุญเลิศ ผู้เสียหาย ซึ่งจอดอยู่ในสมชายคอนโดมิเนียมอันเป็นเคหสถาน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่กับพวกพร้อมยึดได้รถจักรยานยนต์ 5 คัน ซึ่งรวมทั้งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และทรัพย์สินอื่นเป็นของกลาง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนหรือรับของโจร และฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาคดีทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันรับของโจร ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 4, จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่ 3 ฎีกา โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 กับพวกในข้อหาซ่องโจร จำเลยที่ 3 รับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ได้รับโทษมาครบแล้ว ตามคดีหมายเลขดำที่ 3281/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 9091/2544 ของศาลจังหวัดนครปฐม ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรและศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับของโจร ตามคดีหมายเลขดำที่ 1980/2546 และคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยตามข้อกฎหมายของจำเลยที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 1980/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี และคดีหมายเลขดำที่ 3281/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 9091/2544 ของศาลจังหวัดนครปฐมหรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ก่อน เห็นว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในคดีนี้และรถจักรยานยนต์ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรี ไม่ปรากฎโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 3 ได้รับมาคนละคราว จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 3 ได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้ในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันรับของโจรเพียงกรรมเดียว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1111/2548 ของศาลจังหวัดราชบุรีแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ต่อไป อนึ่ง เนื่องจากเป็นเหตุลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 พิจารณาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันรับของโจรในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5410/2555 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นายภิญโญ กุดแก้ว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี · จำเลย - นายภิญโญ กุดแก้ว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัชวาล บุนนาค · อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย · ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายอดิศร คลี่สุวรรณ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมพงศ์ แพนเดช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4200/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2200/2548ฎีกา 769/2532ฎีกา 2891/2565ฎีกา 4752/2545ฎีกา 728/2519ฎีกา 3038/2531ฎีกา 4577/2543ฎีกา 2498/2528ฎีกา 4537/2531ฎีกา 5445/2554ฎีกา 184/2542ฎีกา 4182/2530ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 2683/2522ฎีกา 3905/2533ฎีกา 5137/2550ฎีกา 999/2499ฎีกา 77/2490ฎีกา 787/2532ฎีกา 7246/2543ฎีกา 4418/2548ฎีกา 958/2518ฎีกา 1182/2494ฎีกา 1808/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา