⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 74/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 74/2555

ชิงทรัพย์

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยร่วมวางแผนมาก่อน แต่แยกตัวออกไปก่อนเกิดเหตุ โดยไม่มีเวลาเพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้กระทำความผิดในขณะนั้น ไม่ถือเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด แต่เป็นเพียงผู้สนับสนุน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 1 และ ส. มาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะมากระทำความผิด แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 และ ส. กระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้ตายไป จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อน ไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาเพียงพอที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และ ส. ในขณะกระทำความผิดได้ จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และ ส. ได้ จำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเท่านั้น หาใช่ร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป อันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วยไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 340, 340 ตรี, 83, 33 ริบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าและมีดปลายแหลมของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนนาฬิกาข้อมือหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7), 340 ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ทั้งสองบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7) ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่าและมีดปลายแหลมของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนนาฬิกาข้อมือหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7), 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 289 (6) (7) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 อายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (2) จำคุก 50 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 25 ปี คืนเงิน 320 บาท ของกลางแก่จำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังว่า จำเลยที่ 1 กับนายสมชายร่วมกันชิงเอารถจักรยานยนต์ 1 คัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง นาฬิกาข้อมือ 1 เรือน และเงิน 500 บาท ของผู้ตายแล้วใช้มีดเชือดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมวางแผนการกระทำความผิดโดยมอบมีดให้นายสมชายไปใช้ในการกระทำความผิด แม้จำเลยที่ 2 จะขับรถจักรยานยนต์แยกทางกลับไปก่อน แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการร่วมมือก่อนเกิดการกระทำความผิดขึ้น จึงเป็นการกระทำโดยใกล้ชิดกับเหตุการณ์และนายสมชายกับจำเลยที่ 1 ได้ลงมือกระทำความผิดต่อเนื่องกันไป อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการในการทำความผิดด้วยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 1 และนายสมชายมาก่อนเกิดเหตุเพื่อที่จะมากระทำความผิดก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 และนายสมชายกระทำความผิดเอาทรัพย์ของผู้ตายไป จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์แยกทางออกไปก่อน ไม่ได้รออยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่จะมีเวลาเพียงพอ ที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 และนายสมชายในขณะกระทำความผิดได้ จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และนายสมชายได้จำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และนายสมชายเท่านั้น หาใช่ร่วมกันเป็นตัวการกระทำความผิดชิงทรัพย์ด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป อันจะเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังในส่วนนี้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 74/2555 พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นายสัญญาลักษณ์หรือกานต์ บุญหยวก กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดระยอง · จำเลย - นายสัญญาลักษณ์หรือกานต์ บุญหยวก กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิกร อังคณาวิศัลย์ · ณรงค์พล ทองจีน · วิวรรต นิ่มละมัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระยอง - นายสุพาทน์ สุชาตานนท์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3263/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2581/2548ฎีกา 529/2509ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5999/2544ฎีกา 593/2510ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 1268/2515ฎีกา 213/2554ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 778/2519ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 831/2532ฎีกา 1315/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา