⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10449/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10449/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสืบพยานบุคคลต่างด้าวโดยไม่มีล่ามที่ได้สาบานตนหรือปฏิญาณตน ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นชอบที่จะต้องเพิกถอนและให้ศาลชั้นต้นสืบพยานใหม่

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายทั้งสามเป็นคนต่างด้าวเบิกความโดยไม่ปรากฏว่าล่ามได้สาบานหรือปฏิญาณตนแล้ว และไม่ปรากฏว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในคำให้การพยานในฐานะล่ามนั้นเป็นใคร การสืบพยานปากผู้เสียหายทั้งสามจึงเป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.อ. มาตรา 13 ชอบที่จะต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายทั้งสามและพิพากษาใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.13 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.208 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 12 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่, 12 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี จำคุกคนละ 10 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า นางสาวซัน ดารี ผู้เสียหายที่ 1 นางสาวซัน มม ผู้เสียหายที่ 2 และนางสาวซัน นา ผู้เสียหายที่ 3 เป็นคนต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาในวันเวลาที่เกิดเหตุตามฟ้องทหารเรือตรวจสอบบริเวณท่าเทียบเรือประมงสถานที่เกิดเหตุพบว่ามีคนต่างด้าวถูกบังคับให้ค้าประเวณี และนำตัวผู้เสียหายทั้งสามส่งมอบให้เจ้าพนักงานตำรวจ แล้วพนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายทั้งสามของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามเป็นการเบิกความผ่านล่าม แต่ล่ามมิได้สาบานตน จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง (ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น) เห็นว่า ในคำให้การพยานของผู้เสียหายทั้งสามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้เสียหายแต่ละคนลงไว้ตอนท้ายนั้น มีลายมือชื่อของบุคคลอื่นลงไว้พร้อมระบุฐานะว่าเป็นล่ามต่อท้ายลายมือชื่อดังกล่าวด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นคนต่างด้าวไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทย เพราะหากผู้เสียหายทั้งสามพูดหรือเข้าใจภาษาไทยได้ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะต้องมีการจัดหาล่ามแปล ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายทั้งสามจึงต้องตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น แต่ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ ณ ที่ใดว่า บุคคลผู้ลงลายมือชื่อเป็นล่ามผู้แปลนี้เป็นใคร และได้สาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะแปลถ้อยคำของผู้เสียหายทั้งสามให้ถูกต้องและทำหน้าที่โดยสุจริตใจ ไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปล ดังนั้นการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในการสืบพยานปากผู้เสียหายทั้งสามนี้จึงเป็นการฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าว ย่อมไม่ชอบ เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาในการสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายทั้งสามไม่ชอบเช่นนี้ ชอบที่ศาลจะต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย แม้ผู้เสียหายทั้งสามจะเป็นคนต่างด้าวและเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว ก็มิได้หมายความว่าล่วงเลยระยะเวลาที่จะแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนี้ได้ เมื่อพยานปากผู้เสียหายทั้งสามเป็นพยานสำคัญในคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายทั้งสามและพิพากษาใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้สั่งให้แก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนี้โดยเห็นว่าผู้เสียหายทั้งสามเป็นคนต่างด้าวและเดินทางออกนอกราชอาณาจักรแล้วและวินิจฉัยว่าไม่อาจใช้คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามมารับฟังเป็นพยานหลักฐานยันจำเลยทั้งสองได้แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานปากผู้เสียหายทั้งสามใหม่ โดยให้ล่ามปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10449/2556 พนักงานอัยการจังหวัดตราด โจทก์ นางมาลี สิงหพันธ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดตราด · จำเลย - นางมาลี สิงหพันธ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วรงค์พร จิระภาค · วิรุฬห์ แสงเทียน · ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตราด - นางสาวจิรารส พร้อมปริศนา · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายจรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.5562/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2406/2523ฎีกา 9174/2551ฎีกา 12564/2547ฎีกา 4942/2528ฎีกา 272/2565ฎีกา 1368/2549ฎีกา 7787/2551ฎีกา 2281/2545ฎีกา 2015/2547ฎีกา 4085/2545ฎีกา 9200/2552ฎีกา 6591/2537ฎีกา 8593/2544ฎีกา 779/2541ฎีกา 213/2539ฎีกา 1258/2542ฎีกา 1356-1360/2508ฎีกา 7352/2549ฎีกา 871/2509ฎีกา 4537/2548ฎีกา 2486/2558ฎีกา 537/2554ฎีกา 1353/2529ฎีกา 1160/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา