⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15497/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15497/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่แยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ แม้จะเป็นเวลาต่อเนื่องกัน ก็ถือเป็นความผิดต่างกรรมต่างกัน

ย่อคำพิพากษา

ขณะเกิดเหตุผู้ตายยืนอยู่ใกล้กับผู้เสียหายห่างกันไม่เกิน 50 เมตร และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่า ในครั้งแรกจำเลยยิงอาวุธปืนติดต่อกัน 2 นัด ผู้เสียหายถูกยิงนัดที่ 2 หลังจากนั้นผู้ตายจึงถูกยิง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายจึงเป็นการยิงคนละครั้ง แม้จะเป็นเวลาต่อเนื่องกันไป แต่ก็แยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ การยิงผู้เสียหายย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง และการยิงผู้ตายก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวเองต่างหากอีกกรรมหนึ่ง ดังนั้น การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและยิงผู้ตายจึงเป็นความผิดสองกรรม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางพุม มารดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 (ที่ถูก 288, 288 ประกอบมาตรา 80) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 18 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี รวมจำคุก 30 ปี ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ริบของกลาง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 18 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 18 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา นางปรีดา ผู้ตาย และนายกุศล ผู้เสียหาย ซึ่งทั้งสองเป็นสามีภริยากันเดินทางไปที่บ้านนายสำลี พี่ชายของผู้ตาย ระหว่างทางผู้ตายและผู้เสียหายเห็นพื้นที่ที่ติดต่อกับสวนยางพาราของตนถูกไถจนโล่งเตียน และมีการรุกล้ำปลูกต้นยางพาราในที่ดินของตนเมื่อไปถึงบ้านนายสำลีจึงสอบถามว่าใครเป็นผู้ทำ นายสำลีบอกว่าจำเลยเป็นผู้ทำ จากนั้นผู้ตายและผู้เสียหายเดินไปที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 400 เมตร ขณะอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณสะโพกขวาและซ้าย จนถึงแก่ความตายในระหว่างนำส่งโรงพยาบาล และกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ต้นขาขวาด้านในและด้านนอก เป็นอันตรายแก่กายและจิตใจตามสำเนารายงานชันสูตรพลิกศพและสำเนารายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายนั้น เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายยืนอยู่ใกล้กับผู้เสียหายห่างกันไม่เกิน 50 เซนติเมตร และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่า ในครั้งแรกจำเลยยิงอาวุธปืนติดต่อกัน 2 นัดผู้เสียหายถูกยิงนัดที่ 2 หลังจากนั้นผู้ตายจึงถูกยิง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายจึงเป็นการยิงคนละครั้ง แม้จะเป็นเวลาต่อเนื่องกันไป แต่ก็แยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ การยิงผู้เสียหายย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง และการยิงผู้ตายก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวเองต่างหากอีกกรรมหนึ่ง ดังนั้นการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและยิงผู้ตายจึงเป็นความผิดสองกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดสองกรรม ความผิดสองฐานนี้ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมจำคุก 30 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืน และโทษจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลย 30 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15497/2556 พนักงานอัยการจังหวัดไชยา โจทก์ นางพุม ทองตำลึง โจทก์ร่วม นายชายศักดิ์หรือปู แสงเพชร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดไชยา · โจทก์ร่วม - นางพุม ทองตำลึง · จำเลย - นายชายศักดิ์หรือปู แสงเพชร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พีรพล พิชยวัฒน์ · บูรณ์ ฐาปนดุลย์ · วิกร อังคณาวิศัลย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดไชยา - นายสุเนติ คงเทพ · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3287/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 1597/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 226/2529ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 1162/2508ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 8297/2540ฎีกา 3237/2543ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา