⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 173/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีใหม่และขอให้ศาลนำสำนวนคดีเดิมมาผูกโยง ถือว่าพยานเอกสารในสำนวนคดีเดิมเป็นพยานเอกสารที่โจทก์อ้างในคดีใหม่ หากจำเลยมิได้โต้แย้งความถูกต้องของพยานเอกสารดังกล่าวระหว่างการพิจารณา ก็ให้ถือว่าจำเลยยอมรับในความถูกต้องของเอกสารนั้น

ย่อคำพิพากษา

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เคยพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีก่อน เพราะเหตุโจทก์ไม่ลงลายมือชื่อในฟ้อง ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 158 (7) ก็ตาม แต่โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้และขอให้ศาลชั้นต้นนำสำนวนคดีเดิมซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานมาผูกโยงเข้ากับสำนวนคดีนี้ พยานเอกสารทั้งหมดจึงถือว่าเป็นพยานเอกสารที่โจทก์อ้างในคดีนี้ ระหว่างสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นได้ให้จำเลยตรวจสอบพยานเอกสาร จำเลยมิได้โต้แย้งความถูกต้องแต่อย่างใด เมื่อในสำนวนคดีมีเอกสารเกี่ยวกับการที่เจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจสอบข้อมูลทะเบียนอาวุธปืนจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยว่าจำเลยเคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนหรือไม่ ซึ่งได้รับแจ้งว่า ไม่พบรายการตามที่ขอตรวจสอบ แสดงว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ทั้งพนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ว่า บิดาของจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลาง จึงมีความหมายชัดเจนว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลาง นอกจากนี้ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยปรากฏว่าจำเลยรับว่าไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจริง โดยพนักงานสอบสวนเบิกความรับรองเอกสาร เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์ได้นำพยานหลักฐานมาสืบแล้วว่า จำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสำเภา มารดานายดาวรุ่ง ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 20 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 20 ปี 12 เดือน โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุก 20 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี ข้อหาอื่นให้ยก อาวุธปืนของกลางคืนเจ้าของ โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันฟังยุติในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย พบนายยงยุทธ ซึ่งมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับจำเลยที่งานเลี้ยงบ้านนายบุญเส็งอยู่ในร้านดังกล่าว กับพบผู้ตาย นายทุเรียน นายธนู นายณัฐวุฒิ นายบุญรอด นายพยงค์ นายทุเรียน และนายเอกพลหรือตี๋ ร่วมวงดื่มสุราและเบียร์กันอยู่ ผู้ตายเดินเข้ามาคุยกับจำเลย ต่อมาจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .32 ของนายบรรเจิด บิดาจำเลย ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนยิงในที่เกิดเหตุ 3 นัด แล้วผู้ตายกับจำเลยตกลงไปในคลองชลประทานริมถนนฝั่งตรงข้ามร้านค้าของโจทก์ร่วม เมื่อนำผู้ตายขึ้นจากคลองปรากฏว่าผู้ตายมีบาดแผลถูกยิง 1 นัด ที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ทะลุอวัยวะภายในตัดทำลายเส้นเลือดแดงช่องท้อง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ส่วนจำเลยถูกพวกผู้ตายบางคนทำร้ายขณะอยู่ในคลองเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลฉีกขาดที่หน้าผากและตาขวา ตามรายงานชันสูตรพลิกศพและภาพถ่ายบาดแผลจำเลยในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1220/2547 ของศาลชั้นต้น ในคืนเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกสำรวม พนักงานสอบสวนไปที่เกิดเหตุยึดได้อาวุธปืนจากคลองพร้อมปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงแล้ว 5 ปลอก กระสุนปืนที่ยังไม่ได้ยิง 1 นัด กับยึดหัวกระสุนปืน 1 ลูกจากศพผู้ตายเป็นของกลาง ทำการสอบสวนโดยชอบแล้ว ต่อมามีการโอนสำนวนการสอบสวนให้พันตำรวจโทจินดาดำเนินการซึ่งก็ได้สอบคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนไว้ สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกฟ้อง เพราะขาดอายุความฟ้องร้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ความผิดในฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เคยพิพากษายกฟ้องโจทก์ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1220/2547 ของศาลชั้นต้น เพราะเหตุโจทก์ไม่ลงลายมือชื่อในฟ้อง ทำให้ฟ้องโจทก์ในคดีไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ก็ตาม แต่โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้และขอให้ศาลชั้นต้นนำสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1220/2547 ซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานมาผูกโยงเข้ากับสำนวนคดีนี้ พยานเอกสารทั้งหมดจึงถือว่าเป็นพยานเอกสารที่โจทก์อ้างในคดีนี้ และระหว่างสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นได้ให้จำเลยตรวจสอบพยานเอกสารแล้ว ซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งความถูกต้องแต่อย่างใด เมื่อในสำนวนคดีที่พันตำรวจโทจินดาขอตรวจสอบข้อมูลทะเบียนอาวุธปืนจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ว่าจำเลยเคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนหรือไม่ ซึ่งก็ได้รับแจ้งว่า ไม่พบรายการตามที่ขอตรวจสอบ แสดงว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ทั้งพันตำรวจโทจินดาเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ว่า นายบรรเจิด บิดาของจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลาง จึงมีความหมายชัดเจนว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลาง นอกจากนี้ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับว่าจำเลยไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจริง โดยโจทก์มีพันตำรวจโทจินดาเบิกความรับรองเอกสารดังกล่าว เช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์ได้นำพยานหลักฐานมาสืบแล้วว่า จำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ศาลจึงลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นแล้วเป็นจำคุก 15 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2556 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นางสำเภา สรนุวัตร โจทก์ร่วม นายชูเกียรติ ชื่นจิตรชม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม · โจทก์ร่วม - นางสำเภา สรนุวัตร · จำเลย - นายชูเกียรติ ชื่นจิตรชม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัปษร หิรัญบูรณะ · อนันต์ ชุมวิสูตร · สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นายไกรสิทธิ์ บุญญภัทโร · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.7599/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 729/2508ฎีกา 180/2554ฎีกา 1336/2553ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2279/2515ฎีกา 1824/2499ฎีกา 2024/2531ฎีกา 6759/2540ฎีกา 1875/2547ฎีกา 4180/2539ฎีกา 2457/2530ฎีกา 2178/2517ฎีกา 4534/2531ฎีกา 4155/2535ฎีกา 2303/2514ฎีกา 3779/2536ฎีกา 1017/2536ฎีกา 1480/2492ฎีกา 3262/2522ฎีกา 111/2504ฎีกา 182/2532ฎีกา 1770/2505ฎีกา 1189/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา