⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3356/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3356/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานใดฐานหนึ่งตามฟ้องแล้ว ถือว่าเป็นการลงโทษตามฟ้องแล้ว โจทก์จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดอีกฐานหนึ่งที่ฟ้องไว้ไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะหรือร่วมกันรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษฐานใดฐานหนึ่งตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น และเมื่อลงโทษฐานใดแล้วต้องถือว่าเป็นการลงโทษตามฟ้องแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันรับของโจร แม้จะแตกต่างจากศาลชั้นต้นก็ตาม กรณีถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ชอบที่จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะได้อีก ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 ประมวลกฎหมายอาญา ม.336 ประมวลกฎหมายอาญา ม.357

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 336, 336 ทวิ, 357 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ บัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ หนังสือพาสปอร์ต 1 เล่ม บัตรประกันสังคม 1 ฉบับ ต่างหูเงิน 3 ข้าง ราคา 150 บาท และกระเป๋าหนังสีดำ 1 ใบ ราคา 300 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุกคนละ 3 ปี ขณะจำเลยทั้งสองกระทำความผิดอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามมาตรา 76 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ฉบับ บัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ หนังสือพาสปอร์ต 1 เล่ม บัตรประกันสังคม 1 ฉบับ ต่างหูเงิน 3 ข้าง ราคา 150 บาท และกระเป๋าหนังสีดำ 1 ใบ ราคา 300 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องข้อหารับของโจร จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยทั้งสองละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาวิ่งราวทรัพย์ กับให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ในร้านสวนอาหารสองศรีโดยวางกระเป๋าถือบนโต๊ะข้างหน้าต่างบานเกร็ดของร้าน มีคนร้ายได้ยื่นมือเข้ามาช่องหน้าต่างหยิบเอากระเป๋าถือดังกล่าววิ่งหนีไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของคนร้ายอีก 2 คน ที่จอดรออยู่หลบหนีไปด้วยกัน ต่อมาเจ้าพนักงานมาตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วติดตามจับกุมพลทหารอุดรได้ที่ห้องพักของจำเลยที่ 1 พร้อมสร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 สลึง 1 เส้น ต่างหูเงิน 1 ข้าง และเงินสด 1,050 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินบางส่วนของผู้เสียหายที่เก็บอยู่ในกระเป๋าถือที่คนร้ายหยิบเอาไปเป็นของกลาง ต่อมาวันเดียวกันเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ดังนี้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะหรือร่วมกันรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษฐานใดฐานหนึ่งตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น และเมื่อลงโทษฐานใดแล้วต้องถือว่าเป็นการลงโทษตามฟ้องแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันรับของโจร แม้จะแตกต่างจากศาลชั้นต้นก็ตาม กรณีถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ชอบที่จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะได้อีก ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3356/2556 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นายเอกชัย สวัสดี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี · จำเลย - นายเอกชัย สวัสดี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย · ปริญญา ดีผดุง · ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายเกียรติศักดิ์ ชัยวงษ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.5614/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 824/2535ฎีกา 1168-1169/2479ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา