⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6478/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6478/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ถูกหลอกลวงรู้ว่าผู้กระทำไม่มีใบอนุญาตจัดหางาน ไม่ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงไม่เป็นผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงให้เสียทรัพย์. การที่ผู้กระทำได้ชดใช้เงินคืนบางส่วนให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ไม่ทำให้ผู้เสียหายหมดสภาพความเป็นผู้เสียหาย.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง แม้โจทก์ร่วมจะรู้ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตจัดหางานก็ไม่มีผลที่จะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินจำนวน 400,000 บาท จากโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองอันเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) แม้หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินคืนให้แก่โจทก์ร่วมจำนวน 60,000 บาท ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแล้วไม่เป็นผู้เสียหายอีกต่อไป โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย 400,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายอาทิตย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 340,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และยกคำขอให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย เนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสองเพราะโจทก์ร่วมทราบว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตจัดหางาน โจทก์ร่วมทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมาย และจำเลยทั้งสองมีความประสงค์จะเปิดบริษัทและขออนุญาตทำธุรกิจด้านจัดหางานแก่บุคคลทั่วไป ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือดำเนินการด้านเอกสารเพื่อที่จะเดินทางไปทำงานที่สาธารณรัฐฝรั่งเศสตามความประสงค์ของตน ถือได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ได้กระทำความผิดด้วยนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวให้เหตุผลที่โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายเพราะโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดโดยรู้ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตจัดหางาน แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง แม้โจทก์ร่วมจะรู้ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีใบอนุญาตจัดหางานก็ไม่มีผลที่จะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า โจทก์ร่วมมิใช่เป็นผู้ได้รับความเสียหายจึงไม่มีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ได้สะสางบัญชีกันและตกลงรับเงินส่วนที่เหลือคืนจากจำเลยที่ 1 ไป 60,000 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงิน 400,000 บาท จากโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองอันเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แล้ว แม้หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินคืนให้แก่โจทก์ร่วม 60,000 บาท ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแล้วไม่เป็นผู้เสียหายอีกต่อไป โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6478/2556 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นายอาทิตย์ แซ่โง้ว โจทก์ร่วม นายพีระโชค ฮาดสม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี · โจทก์ร่วม - นายอาทิตย์ แซ่โง้ว · จำเลย - นายพีระโชค ฮาดสม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธงชัย เสนามนตรี · อภิรัตน์ ลัดพลี · พศวัจน์ กนกนาก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายสมบูรณ์ ศรีมณี · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4980/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 2027/2536ฎีกา 954/2502ฎีกา 183/2526ฎีกา 584/2519ฎีกา 4018/2542ฎีกา 214/2494ฎีกา 13195/2556
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา