⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6650/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6650/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกักขังแทนค่าปรับเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์จึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ และการกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับเพื่อมิให้ลงโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้นชอบแล้ว

ย่อคำพิพากษา

ปัญหาว่าการกักขังแทนค่าปรับถูกต้องหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์ผู้อุทธรณ์จึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ในกรณีต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้กักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกินกำหนด 6 เดือน แม้ศาลชั้นต้นจะใช้คำว่าแบ่งกักขังซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 30 มิได้บัญญัติไว้เช่นนั้นก็ตาม แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อบังคับโทษปรับ เพราะ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินรวมสี่เท่าของราคาของบวกค่าอากรเข้าด้วยแล้ว โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยทุกคนเป็นจำนวนเดียวกัน ศาลชั้นต้นจึงได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้เพื่อมิให้ลงโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.27

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 147 (2), ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ตามตารางเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 104 รวม 104 กระทง รวมจำคุก 208 เดือน และปรับ 424,939,552.16 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 104 เดือน และปรับ 212,469,776.08 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ความผิดคดีนี้เป็นความผิดเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3585/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลลงโทษปรับจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรขาเข้าด้วยแล้ว จึงให้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้ว่า หากจำเลยทั้งสามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3585/2551 ของศาลชั้นต้น ชำระค่าปรับหรือถูกกักขังแทนค่าปรับในคดีดังกล่าวแล้วเพียงใด ก็ให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยในคดีนี้ และในกรณีที่ต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกินกำหนด 6 เดือน ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้เสียภาษีสรรพสามิต และฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มโดยกระทำการใด ๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือวิธีการอื่นใด โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นแบ่งโทษกักขังแทนค่าปรับจำเลยไม่เกิน 6 เดือน เป็นการไม่ชอบเพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 มิได้บัญญัติให้แบ่งการกักขังจำเลยได้นั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะเห็นว่าอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป แต่ปัญหาว่าการกักขังแทนค่าปรับถูกต้องหรือไม่นั้นเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย โจทก์ผู้อุทธรณ์จึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง อีกทั้งเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ในกรณีต้องกักขังจำเลยคดีนี้แทนค่าปรับก็ให้แบ่งกักขังจำเลยคดีนี้ได้ไม่เกินกำหนด 6 เดือน แม้ศาลชั้นต้นจะใช้คำว่า แบ่งกักขัง ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 มิได้บัญญัติไว้เช่นนั้นก็ตาม แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อบังคับโทษปรับเพราะพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ร่วมกระทำความผิดทุกคนรวมกันเป็นเงินรวมสี่เท่าของราคาของบวกค่าอากรเข้าด้วยแล้ว โดยต้องถือว่าค่าปรับจำเลยทุกคนเป็นจำนวนเดียวกัน ศาลชั้นต้นจึงได้กำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับคดีนี้เพื่อมิให้ลงโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6650/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเฉลิมชัย เอกฤทธิพล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายเฉลิมชัย เอกฤทธิพล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกียรติพงศ์ อมาตยกุล · วีระพล ตั้งสุวรรณ · วันทนี กีรติพิบูล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายทานนท์ สันติพิทักษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.5238/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 531/2510ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7201/2568ฎีกา 11/2539ฎีกา 6505/2555ฎีกา 635/2485ฎีกา 6344/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา