⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7324/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7324/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดินที่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เป็นที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีข้อสันนิษฐานเรื่องสิทธิครอบครองตามกฎหมาย ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้กล่าวอ้างสิทธิในที่ดินนั้น.

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ออกโดยส่วนจัดนิคมสหกรณ์ในสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดินพิพาทดังกล่าวมีหนังสือแสดงการทำประโยชน์เป็นหลักฐาน จึงมิใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินของสำนักงานที่ดินอำเภอหรือจังหวัดในกรมที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครอง ที่ดินที่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เป็นหลักฐานจึงถือได้ว่าเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีหลักฐานอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) ใบไต่สวน หรือหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นหลักฐานแสดงสิทธิ ซึ่งล้วนแต่ไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 อีกทั้งคู่กรณีต่างก็กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทตกอยู่ในเขตหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ของตน ทั้งโจทก์และจำเลยก็ไม่มีฝ่ายใดได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นฝ่ายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและกรณีมิใช่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ภาระการพิสูจน์จึงยังคงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ให้สมตามที่กล่าวอ้างมาในฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ไม่นำสืบพยานก็ไม่มีทางจะรับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1373

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินส่วนที่จำเลยคัดค้านเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ให้จำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดิน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองที่ดินและชำระค่าเสียหาย 40,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะถอนคำคัดค้านแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง คู่ความแถลงไม่สืบพยานโดยขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามแผนที่พิพาทที่ช่างวัดทำขึ้นตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ตามที่โจทก์นำชี้ในแผนที่พิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 6,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ให้จำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัด และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้แสดงการทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เลขที่ 525 หมู่ที่ 3 ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลอดแนวทางทิศเหนือจรดที่ดินซึ่งจำเลยมีชื่อเป็นผู้แสดงการทำประโยชน์ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เลขที่ 591 วันที่ 13 ธันวาคม 2549 โจทก์ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินอำเภอพนม จำเลยคัดค้านว่า โจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่จำเลยครอบครองในส่วนที่ดินพิพาทตามรูปเส้นสีแดงในแผนที่พิพาท โจทก์ฟ้องว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ซึ่งมีชื่อตนเป็นผู้แสดง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า หนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ออกโดยส่วนจัดนิคมสหกรณ์ในสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดินที่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นหลักฐานจึงมิใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินของสำนักงานที่ดินอำเภอหรือจังหวัด ในสังกัดกรมที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครอง ที่ดินที่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เป็นหลักฐานจึงถือได้ว่าเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีหลักฐานอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ใบไต่สวน หรือหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นหลักฐานแสดงสิทธิ ซึ่งล้วนแต่ไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อีกทั้งคู่กรณีต่างก็กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ของตน ดังนี้ ทั้งโจทก์และจำเลยก็ไม่มีฝ่ายใดได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าเป็นฝ่ายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและกรณีมิใช่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ภาระการพิสูจน์จึงยังคงอยู่แก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ให้สมตามที่กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ไม่นำสืบพยานก็ไม่มีทางจะรับฟังว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7324/2556 นายจรัญ กิจเจริญ โจทก์ นายวินิจ พัฒนธิติกานต์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายจรัญ กิจเจริญ · จำเลย - นายวินิจ พัฒนธิติกานต์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อภิรัตน์ ลัดพลี · พศวัจณ์ กนกนาก · ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี - นายวสันต์ ศรีอันประเสริฐ · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายประเสริฐ โกวิทยา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.853/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4991/2552ฎีกา 2752/2537ฎีกา 7168/2542ฎีกา 789/2544ฎีกา 4041/2542ฎีกา 4473/2541ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 70/2518ฎีกา 4282/2536ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 6528/2537ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 1816/2534ฎีกา 174/2520ฎีกา 5252/2550ฎีกา 234/2491ฎีกา 952/2491ฎีกา 9326-9327/2544ฎีกา 9909/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา