⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11718/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557

ป.วิ.แพ่ง ม.138, 145

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ถึงที่สุดแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความและไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก เว้นแต่จะมีการอุทธรณ์หรือฎีกาตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคือ อุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขหากเข้ากรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมย่อมถึงที่สุด ไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก การที่โจทก์อ้างว่าคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาทั้งหมดแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น ความมุ่งหมายของโจทก์คือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมซึ่งต้องกระทำโดยศาลสูง โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลนั้นเองไม่ได้ แม้โจทก์จะเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนแต่เพียงผู้เดียวเนื่องจากโจทก์ทราบภายหลังว่าขณะโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันนั้น จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายวิสุทธิ์ มาก่อนและยังมิได้หย่าขาดจากกัน ระหว่างพิจารณาโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 24 มิถุนายน 2556 ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความพิพาท ข้อ 1 ระบุว่า โจทก์และจำเลยตกลงไม่ติดใจในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งในอดีตที่ผ่านมาอันเกี่ยวเนื่องที่ต้องบังคับตามกฎหมายครอบครัวและจะไม่ยกเอาการกระทำในอดีตดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องหย่าอีกฝ่ายหนึ่ง นั้น เป็นคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นการดำเนินการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวกับเพิกถอนสัญญาประนีประยอมยอมความพิพาทและพิพากษาว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ โดยไม่จำต้องไต่สวนพยานให้งดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เห็นว่า โจทก์ฎีกาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นจะต้องมาจากข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ซึ่งประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มีว่า การสมรสซ้อนหรือไม่ และใครจะใช้อำนาจปกครองบุตร การที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นการทำสัญญาประนีประนอมกันไม่เกี่ยวกับขอบเขตแห่งประเด็นหรือเกี่ยวเนื่องในคดี เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นการพิจารณาพิพากษาเกินคำขอที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคือ อุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขหากเข้ากรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คำพิพากษาตามยอมย่อมถึงที่สุด ไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก การที่โจทก์อ้างว่าคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาทั้งหมดแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น ความมุ่งหมายของโจทก์คือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมซึ่งต้องกระทำโดยศาลสูง โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลนั้นเองไม่ได้ แม้โจทก์จะเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความหลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ได้ไต่สวนนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 นาย อ. โจทก์ นาง ช. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย อ. · จำเลย - นาง ช.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญไชย ธนาพันธ์สิน · พฤษภา พนมยันตร์ · จรูญ ชีวิตโสภณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว - นางกานดา ทองโสภิต · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำยช.(พ)95/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3405/2537ฎีกา 181/2495ฎีกา 2274/2537ฎีกา 360/2502ฎีกา 1492/2528ฎีกา 1138/2529ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 2660/2536ฎีกา 3996/2541ฎีกา 79/2501ฎีกา 1415/2540ฎีกา 2057/2529ฎีกา 13566/2558ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1251/2500ฎีกา 4549/2540ฎีกา 185/2566ฎีกา 7168/2542ฎีกา 2345/2540ฎีกา 1091/2480ฎีกา 6868/2541ฎีกา 560/2529ฎีกา 1591/2495
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา