⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12041/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12041/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยสั่งการได้ แม้คดีจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ในประเด็นอื่นก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น แม้คดียังอยู่ระหว่างจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษา และคดีอยู่ระหว่างพิจารณาในศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ยังมิได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์คำพิพากษาในเนื้อหาคดี คำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 วรรคหนึ่ง หาอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในประเด็นนี้ขึ้นมา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนหนึ่งพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้บังคับยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบ จำเลยที่ 1 ประสงค์จะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมาเป็นลำดับ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง วันที่ 11 สิงหาคม 2553 ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น แม้คดียังอยู่ระหว่างจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษา และคดีอยู่ระหว่างพิจารณาในศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ยังมิได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์คำพิพากษาในเนื้อหาคดี คำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 วรรคหนึ่ง หาอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในประเด็นนี้ขึ้นมา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบมาตรา 247 และมาตรา 142 (5) พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับคดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนหนึ่งพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้บังคับยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบ จำเลยที่ 1 ประสงค์จะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมาเป็นลำดับ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง วันที่ 11 สิงหาคม 2553 ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น แม้คดียังอยู่ระหว่างจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษา และคดีอยู่ระหว่างพิจารณาในศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ยังมิได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์คำพิพากษาในเนื้อหาคดี คำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 วรรคหนึ่ง หาอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในประเด็นนี้ขึ้นมา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบมาตรา 247 และมาตรา 142 (5) พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12041/2557 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้ร้อง บริษัทวิคกี้ คอนโซลิเดท จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) · ผู้ร้อง - บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด · จำเลย - บริษัทวิคกี้ คอนโซลิเดท จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย จุลนิติ์ · สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย · ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ - นายวิชัย ตัญศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1058/2556
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา