⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12387/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12387/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ แม้จะกระทำด้วยความระมัดระวังก็ตาม ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ได้ แม้โจทก์จะฟ้องในความผิดฐานลักทรัพย์ก็ตาม หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้องเพียงเล็กน้อยในรายละเอียด หนังสือร้องทุกข์ที่ระบุถึงการกระทำอันเป็นการทำให้เสียทรัพย์ ย่อมแปลเจตนาของผู้ร้องทุกข์ว่าประสงค์ให้ดำเนินคดีในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ได้ แม้จะไม่ได้ระบุชื่อความผิดไว้ชัดเจนก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยที่ 1 สั่งให้รื้อถอนบ้านของโจทก์ร่วมด้วยความระมัดระวัง ไม่เป็นเหตุให้วัสดุที่รื้อถอนเสียหาย ทั้งนำไปเก็บรักษาไว้อย่างดีเพื่อให้โจทก์ร่วมนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้บ้านของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์สิ้นสภาพไม่เป็นที่อยู่อาศัยอีกต่อไป อันเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น การที่อำเภอบุณฑริกแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกำนันตำบลคอแลนเป็นประธานกรรมการกลางและประธานกรรมการปกครองเพื่อประกวดหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองนั้นไม่เป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 รื้อบ้านของโจทก์ร่วมโดยพลการได้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์วัสดุที่รื้อถอนจากบ้านของโจทก์ร่วม โดยไม่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วยเป็นเรื่องข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ถือว่าเป็นข้อแตกต่างกันในรายละเอียด มิใช่ข้อสาระสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นความผิดอันยอมความได้ การที่โจทก์ร่วมทำหนังสือร้องทุกข์มีใจความสำคัญว่า โจทก์ร่วมขอร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกที่ร่วมกันรื้อถอน ทำลายบ้านเรือน ทรัพย์สินและลักเอาทรัพย์สินของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต แม้ไม่มีข้อความระบุให้ชัดเจนว่าประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานใด ก็แปลเจตนาของโจทก์ร่วมได้ว่าประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 และ 121 วรรคสอง ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ จำเลยที่ 1 รื้อบ้านของโจทก์ร่วมซึ่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรมและไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยนานนับสิบปี แล้วสร้างศาลาที่พักสาธารณประโยชน์ขึ้นแทน เพื่อให้ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันตามโครงการพัฒนาหมู่บ้าน แม้เป็นความผิดต่อกฎหมายที่ไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ร่วมก่อน แต่พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก จึงให้รอการกำหนดโทษตาม ป.อ. มาตรา 56

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 83 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไป 20,470 บาท แก่ผู้เสียหาย ระหว่างพิจารณา นายเคน ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นายเคน โจทก์ร่วมเป็นพ่อเลี้ยงของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของบ้านหลังที่เกิดเหตุ ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินสาธารณะ โจทก์ร่วมซื้อบ้านหลังนี้มาจากนายอุทัย เมื่อปี 2525 ในราคา 500 บาท บ้านหลังดังกล่าวมีเสาหกต้นพื้นไม้กระดาน ฝาบ้านเป็นไม้ไผ่ขัดแตะหลังคามุงด้วยหญ้าคา หลังจากซื้อแล้วโจทก์ร่วมกับนางพิมพ์ มารดาของจำเลยที่ 1 ไปพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น ครั้นต่อมาเมื่อปี 2540 นางพิมพ์ถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมได้ภริยาใหม่และอพยพไปอยู่ที่อื่น แต่โจทก์ร่วมมอบให้นางวิฑูรย์ บุตรสาวของโจทก์ร่วมดูแลบ้านหลังดังกล่าวแทนตน เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2554 อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกำนันตำบลคอแลน เป็นประธานกรรมการกลางและประธานกรรมการปกครอง เพื่อประกวดหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองและพัฒนาหมู่บ้านตามความต้องการของราษฎร จำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าบ้านหลังนั้นมีสภาพทรุดโทรม ประกอบกับโจทก์ร่วมทิ้งร้างไม่ได้พักอาศัย จำเลยที่ 1 จึงได้รื้อบ้านหลังนั้นออก ต่อจากนั้นคณะกรรมการที่อำเภอบุณฑริกมีมติแต่งตั้งได้ลงมติให้สร้างศาลาที่พักสาธารณประโยชน์สำหรับหมู่บ้านขึ้นแทนโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบก่อน โจทก์ร่วมจึงร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทคณิต พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบุณฑริกให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 รื้อถอนบ้านพักของโจทก์ร่วม แม้ไม่ทำให้วัสดุที่รื้อถอนเสียหายและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ได้ความว่าจำเลยที่ 1 สั่งให้รื้อถอนบ้านพักของโจทก์ร่วมด้วยความระมัดระวังไม่เป็นเหตุให้วัสดุที่รื้อถอนต้องเสียหาย ทั้งนำไปเก็บรักษาไว้อย่างดีเพื่อให้โจทก์ร่วมนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้บ้านพักของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์สิ้นสภาพไม่เป็นที่อยู่อาศัยอีกต่อไป ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะใช้ความระมัดระวังในการรื้อถอนและไม่ทำให้วัสดุได้รับความเสียหายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมา แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำลายสภาพบ้านพักของโจทก์ร่วมให้สิ้นไป อันเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 บัญญัติ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา การที่อำเภอบุณฑริกมีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการกลางและประธานกรรมการปกครองเพื่อประกวดหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองไม่เปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 รื้อบ้านของโจทก์ร่วมโดยพลการได้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์วัสดุที่รื้อถอนจากบ้านพักของโจทก์ร่วม แต่ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วยก็เป็นเรื่องที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในรายละเอียดปลีกย่อย อันได้แก่ความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ให้ถือว่าเป็นข้อแตกต่างกันในรายละเอียดซึ่งมิใช่ในข้อสาระสำคัญ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า แม้จะฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นความผิดที่ยอมความได้ แต่โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ให้ร้อยตำรวจโทคณิต พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนในความผิดฐานนี้ ร้อยตำรวจโทคณิตจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากร้อยตำรวจโทคณิตว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2554 โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ให้พยานดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกับพวกลักวัสดุที่รื้อถอนจากบ้านพักของโจทก์ร่วม ทั้งนี้ โจทก์ร่วมได้นำหนังสือร้องทุกข์ไปมอบให้พยานด้วย ศาลฎีกาได้ตรวจดูหนังสือร้องทุกข์ฉบับดังกล่าวแล้ว มีใจความสำคัญว่าโจทก์ร่วมขอร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบุญฑริกให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกที่ร่วมกันรื้อถอน ทำลายบ้านเรือน ทรัพย์สินและลักเอาทรัพย์สินของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต แม้ไม่มีข้อความระบุให้ชัดเจนว่าประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานใด ก็แปลเจตนาของโจทก์ร่วมได้ว่าประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบุณฑริกจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีได้ ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา ส่วนปัญหาว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 หนักเบาเพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 รื้อบ้านพักของโจทก์ร่วมซึ่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรมทั้งโจทก์ร่วมไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยมานานนับสิบปี แล้วสร้างศาลาที่พักสาธารณประโยชน์ขึ้นแทน เพื่อให้ราษฎรในละแวกนั้นใช้ประโยชน์ร่วมกันตามโครงการพัฒนาหมู่บ้านของอำเภอบุณฑริก แม้เป็นความผิดต่อกฎหมายที่ไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ร่วมก่อน แต่เห็นได้ว่าพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก ยังไม่สมควรพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่โจทก์ฎีกา แต่ควรรอการกำหนดโทษไว้พลางก่อน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12387/2557 พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม โจทก์ นายเคน เชื้อแน่น โจทก์ร่วม นายภักดี จันทะเจียด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม · โจทก์ร่วม - นายเคน เชื้อแน่น · จำเลย - นายภักดี จันทะเจียด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กำพล ภู่สุดแสวง · ธีระพงศ์ จิระภาค · ประมวญ รักศิลธรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเดชอุดม - นายสัมฤทธิ์ ทินบุตร · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายเลิศชาย จิวะชาติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2222/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 977/2492ฎีกา 6299/2534ฎีกา 1610/2539ฎีกา 2480/2538ฎีกา 845/2543ฎีกา 7083/2538ฎีกา 99/2541ฎีกา 1891/2500ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 5598/2540ฎีกา 20/2491ฎีกา 633/2540ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา