⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13535/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13535/2557

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ม.4, 6, 8 ฯลฯ · ป.อาญา ม.29, 30, 56 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจัดทำแผนที่ซึ่งต้องใช้ความอุตสาหวิริยะและความรู้ความสามารถในการสำรวจวัดระยะและจำลองรูปแผนที่โดยใช้มาตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รูปแผนที่ถูกต้องมีประโยชน์ในการใช้งาน ถือเป็นการสร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ย่อคำพิพากษา

ในการจัดทำแผนที่ประกอบด้วยการดำเนินการในขั้นตอนของการสำรวจ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เรียบเรียง และเลือกใช้ข้อมูล แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมานำเสนออันเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดในรูปแบบของแผนที่ แม้ถนน ซอย และสถานที่ต่างๆ ที่ลงในแผนที่จะเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง แต่ก็ต้องใช้ความอุตสาหวิริยะและความรู้ความสามารถในการสำรวจวัดระยะและจำลองรูปแผนที่โดยใช้มาตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รูปแผนที่ถูกต้องมีประโยชน์ในการใช้งานย่อมเป็นการสร้างสรรค์งานแผนที่ขึ้น อันเป็นงานศิลปกรรมอย่างหนึ่งและเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง และ 15 วรรคหนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาว่า ว. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแผนที่ดังกล่าวได้ลิขสิทธิ์มาจากการรับโอนจากผู้สร้างสรรค์งาน แตกต่างจากคำฟ้องที่บรรยายว่า ว. เป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เอง แต่ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันนี้เป็นเพียงรายละเอียดของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของ ว. เท่านั้น ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แผนที่ที่ ว. มีลิขสิทธิ์อยู่แต่เดิมที่ทำในปี 2529 คือแผนที่เอกสารหมาย จ.28 แต่ ว. โอนลิขสิทธิ์ให้ บ. ครั้งละ 10 ปี 2 ครั้ง เป็นเวลา 20 ปี โดยแต่ละครั้งที่สิ้นสุดกำหนดเวลาโอนลิขสิทธิ์ทำให้ ว. ได้ลิขสิทธิ์กลับคืนมานั้น ย่อมได้คืนเฉพาะงานแผนที่ที่ได้โอนไปแต่แรกตามเอกสารหมาย จ.28 เท่านั้น ส่วนแผนที่เพิ่มเติมที่ บ. ปรับปรุงย่อมไม่โอนไปยัง ว. เพราะไม่มีข้อตกลงให้โอนลิขสิทธิ์ส่วนที่สร้างสรรค์เพิ่มเติม เมื่อ ว. ได้ลิขสิทธิ์ในแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 กลับคืนมาแล้วโอนลิขสิทธิ์ต่อแก่โจทก์ โจทก์นำมาจัดพิมพ์เป็นแผนที่เอกสารหมาย จ.18 จึงมีส่วนที่เป็นแผนที่ดั้งเดิมตามเอกสารหมาย จ.28 อยู่ด้วยส่วนหนึ่งกับส่วนที่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง โจทก์ย่อมมีลิขสิทธิ์โดยการรับโอนจาก ว. เฉพาะแผนที่ส่วนดั้งเดิมและย่อมมีอำนาจฟ้องเฉพาะส่วนดังกล่าว แม้การทำแผนที่ออกมาเหมือนกัน โดยบุคคลคนละคนกันอาจเป็นเพราะเป็นการจัดทำจากสภาพพื้นที่ที่มีอยู่จริงโดยไม่ได้ลอกเลียนกันอันไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่หากการทำแผนที่เหมือนกันโดยใช้แผนที่ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมาเป็นต้นแบบในคัดลอก ทำซ้ำ หรือดัดแปลง ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อเปรียบเทียบแผนที่ที่เป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์กับแผนที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว พบส่วนที่คลาดเคลื่อนเหมือนกัน 3 รายการ ย่อมแสดงได้ว่าเป็นการลอกเลียนจากแผนที่ที่โจทก์มีลิขสิทธิ์ แต่โจทก์มีลิขสิทธิ์เฉพาะงานแผนที่ที่สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2529 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลอกเลียนแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.18 ที่พัฒนามาจากแผนที่เอกสารหมาย จ.28 มาก จนไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการทำซ้ำโดยการคัดลอกงานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 คงถือได้ว่าเป็นเพียงการดัดแปลงเท่านั้น จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เอง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายแผนที่ของตนก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่างานนั้นทำขึ้น โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) เป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงบางส่วนของงานตามฟ้องจึงสมควรกำหนดโทษให้น้อยลงตามสมควรด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.4 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.6 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.8 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.15 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.17 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.27 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.31 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.32 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.69 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.70 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.74 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.75 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.76

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 17, 27, 31, 32, 69, 70, 74, 75, 76 ให้จ่ายค่าปรับแก่โจทก์กึ่งหนึ่งและให้แผ่นพับแผนที่ที่จำเลยทั้งสามทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) โจทก์บรรยายฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวจึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับจำเลยที่ 1 ปรับ 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัว โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ยกคำขอให้แผนที่ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า งานแผนที่ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมาข้างต้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงใดหรือไม่ เห็นได้ว่า ในการจัดทำแผนที่เอกสารหมาย จ.10 และ จ.28 นี้ ประกอบด้วยการดำเนินการในขั้นตอนของการสำรวจ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เรียบเรียงและเลือกใช้ข้อมูล แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมานำเสนออันเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดในรูปแบบของแผนที่ เมื่อปรากฏว่าข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญในแผนที่ดังกล่าวที่นำเสนอในรูปแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 คือเส้นทางลัดที่ไม่ได้เคยมีปรากฏในแผนที่ที่เคยมีอยู่เดิมมาก่อน โดยข้อมูลดังกล่าวได้มาจากการเดินสำรวจพื้นที่แล้วจำลองขึ้นเป็นแผนที่เอกสารหมาย จ.10 นำมาคัดเลือกเส้นทางจากถนนและซอยซึ่งมีอยู่หลายสายที่เชื่อมต่อกัน ให้ได้เส้นทางลัดตามที่สมควรระบุไว้โดยแสดงให้ปรากฏเส้นทางลัดในแผนที่ซึ่งใช้เส้นสีเหลืองเฉพาะส่วนที่เป็นเส้นทางลัด แม้ว่าถนนซอยและสถานที่ต่าง ๆ ที่นำมาจำลองลงในแผนที่นี้จะเป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงในพื้นที่ก็ตามแต่ก็ต้องใช้ความอุตสาหวิริยะและความรู้ความสามารถในการสำรวจวัดระยะและจำลองรูปแผนที่โดยใช้มาตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รูปแผนที่ที่ถูกต้องมีประโยชน์ในการใช้งานย่อมเป็นการสร้างสรรค์งานแผนที่ขึ้นอันเป็นงานศิลปกรรมอย่างหนึ่งตามบทกฎหมายดังกล่าวมาข้างต้นและโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในลิขสิทธิ์งานแต่ผู้เดียวในงานแผนที่อันเป็นศิลปกรรม จึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง และ 15 วรรคหนึ่ง และเมื่อผู้สร้างสรรค์งานแผนที่ได้ทำหนังสือโอนลิขสิทธิ์ตลอดอายุการคุ้มครองให้แก่นางวรรณทนาแล้วเช่นนี้ จึงฟังได้ว่านางวรรณทนาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานแผนที่นี้ดังที่ปรากฏให้เห็นได้จากหนังสือแผนที่เอกสารหมาย จ.28 ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ได้รับโอนลิขสิทธิ์จากนางวรรณทนาแล้วนำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือแผนที่ฉบับนี้ขึ้นมานั่นเอง และแม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาของศาลว่า นางวรรณทนาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแผนที่ดังกล่าวโดยได้ลิขสิทธิ์มาจากการรับโอนจากผู้สร้างสรรค์งาน ซึ่งแตกต่างจากคำฟ้องที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า นางวรรณทนาเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เองก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันนี้ก็เป็นเพียงรายละเอียดของการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของนางวรรณทนาเท่านั้น อันเป็นเพียงข้อเท็จจริงรายละเอียดซึ่งมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ก็ให้การในชั้นพิจารณาโดยปฏิเสธทั้งในข้อเท็จจริงที่ว่านางวรรณทนามิได้สร้างสรรค์งานแผนที่นี้และนางวรรณทนาไม่ได้รับโอนลิขสิทธิ์มาโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย นอกจากนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทนายจำเลยทั้งสามก็ใช้สำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5741/2552 ประกอบการถามค้านพยานโจทก์ปากนางวรรณทนา โดยคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นคดีระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ โจทก์ บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 16 คน จำเลย ทั้งนี้โดยคดีดังกล่าวโจทก์โดยนางวรรณทนาผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ก็นำสืบพยานหลักฐานตามที่ปรากฏข้อความในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าวว่าโจทก์ได้นำสืบว่าคณะทำงาน 4 คน ที่สำรวจและรวบรวมข้อมูลจัดทำแผนที่ตกลงมอบลิขสิทธิ์แก่นางวรรณทนาโดยทำหนังสือไว้ ซึ่งในที่สุดศาลฎีกาในคดีดังกล่าวก็วินิจฉัยว่านางวรรณทนามิได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์เอง แต่ก็ยังวินิจฉัยว่านางวรรณทนามีลิขสิทธิ์เช่นกันโดยวินิจฉัยถึงพฤติการณ์ที่นางวรรณทนาออกค่าใช้จ่ายให้แก่คณะสำรวจรวบรวมข้อมูลจัดทำแผนที่ว่าถือเป็นการว่าจ้างซึ่งทำให้นางวรรณทนาได้ลิขสิทธิ์ในฐานผู้ว่าจ้างให้คณะบุคคลดังกล่าวสร้างสรรค์โดยไม่ได้วินิจฉัยถึงหนังสือโอนลิขสิทธิ์ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าวก็ไม่ผูกพันคดีนี้ซึ่งมีคู่ความต่างกันทั้งโจทก์และจำเลย ในอันจะฟังข้อเท็จจริงว่านางวรรณทนาได้ลิขสิทธิ์มาโดยการที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำหนังสือโอนลิขสิทธิ์ให้ดังกล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตามการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบรายละเอียดข้อความในคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวอยู่ก่อนให้การคดีนี้แล้ว ก็ย่อมมีข้อมูลและข้อเท็จจริงเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีได้เป็นอย่างดี ไม่มีเหตุที่จะหลงต่อสู้เพราะเหตุที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้คลาดเคลื่อนแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่นำสืบพยานหลักฐานมาในชั้นพิจารณาคดีนี้ ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดดังกล่าวตามที่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นพิจารณาได้แม้จะแตกต่างจาก คำฟ้องของโจทก์ก็ตาม โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปอีกว่า งานแผนที่ตามแผ่นพับรูปแผนที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ทางด่วน - ทางลัด ที่โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่าโจทก์มีลิขสิทธิ์โดยได้รับโอนจากนางวรรณทนาตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแผนที่ดังกล่าวนั้นโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ เห็นได้ว่า แผนที่ที่นางวรรณทนามีลิขสิทธิ์อยู่แต่เดิมที่ทำในปี 2529 คือแผนที่ตามที่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.28 แต่นางวรรณทนาทำหนังสือโอนลิขสิทธิ์ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ครั้งละ 10 ปี รวม 2 ครั้ง เป็นเวลา 20 ปี โดยแต่ละครั้งที่สิ้นสุดกำหนดเวลาโอนลิขสิทธิ์อันทำให้นางวรรณทนาได้ลิขสิทธิ์กลับคืนมานั้นก็ย่อมได้คืนเฉพาะงานแผนที่ที่ได้โอนไปแต่แรก ซึ่งก็คือแผนที่ดั้งเดิมตามเอกสารหมาย จ.28 เท่านั้น ดังนั้น เมื่อนางวรรณทนาได้ลิขสิทธิ์ในส่วนแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 กลับคืนมาหลังจากครบกำหนดเวลา 10 ปี ตามหนังสือโอนลิขสิทธิ์แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ ครั้งที่ 2 ซึ่งครบกำหนดวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 แล้วทำหนังสือโอนลิขสิทธิ์ต่อแก่โจทก์ตามที่โจทก์นำมาจัดพิมพ์เป็นแผนที่ตามฟ้องเอกสารหมาย จ.18 นั้น ก็ยังมีส่วนที่เป็นแผนที่ดั้งเดิมตามเอกสารหมาย จ.28 อยู่ด้วยส่วนหนึ่งกับส่วนที่มีการพัฒนาปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติมไปมากอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งแม้ส่วนเพิ่มเติมนี้ไม่ใช่แผนที่ที่นางวรรณทนามีลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่นางวรรณทนาก็มีลิขสิทธิ์ในส่วนตามแผนที่เอกสารหมาย จ.28 ที่โอนให้เป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ และโจทก์ย่อมมีลิขสิทธิ์โดยการรับโอนจากนางวรรณทนาเฉพาะแผนที่ส่วนดั้งเดิมตามเอกสารหมาย จ.28 ที่ยังปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในแผนที่ตามฟ้องเอกสารหมาย จ.18 เท่านั้น ดังนี้ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดลิขสิทธิ์งานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.18 หากส่วนที่กระทำละเมิดอยู่ในส่วนที่โจทก์มีลิขสิทธิ์อันได้แก่ส่วนที่เป็นแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 ที่ยังปรากฏอยู่ในแผนที่เอกสารหมาย จ.18 ด้วยแล้ว ก็ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้เฉพาะในส่วนที่เป็นแผนที่ดั้งเดิมตามเอกสารหมาย จ.28 เท่านั้น และย่อมมีอำนาจฟ้องเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับงานแผนที่ที่โจทก์มีลิขสิทธิ์ดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอำนาจฟ้องในส่วนอื่นนอกจากส่วนที่มีลิขสิทธิ์นั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์เฉพาะในงานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 ที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ตามฟ้องเอกสารหมาย จ.18 หรือไม่ ในข้อนี้เมื่อพิจารณาแผนที่ของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.18 ประกอบกับแผนที่เท่าที่โจทก์มีลิขสิทธิ์ตามเอกสารหมาย จ.28 ประกอบกันเปรียบเทียบกับแผนที่ของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 แล้ว ปรากฏว่าแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.1 มีรายละเอียดถนน เส้นทางลัดและสถานที่ต่าง ๆ คล้ายกับแผนที่เอกสารหมาย จ.18 เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแม้ว่าการทำแผนที่ออกมาเหมือนกันโดยบุคคลคนละคนกันที่แสดงถึงถนนซอยและสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอาจเป็นการทำเหมือนกันเพราะเป็นการจำลองจัดทำจากสภาพพื้นที่ที่มีอยู่จริงแสดงถึงเส้นทางที่ปรากฏตามจริงโดยไม่ได้ลอกเลียนกันอันไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่หากการทำแผนที่เหมือนกันโดยใช้แผนที่ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมาเป็นต้นแบบในการคัดลอก ทำซ้ำหรือดัดแปลงย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งจากพยานหลักฐานดังกล่าวมาเห็นได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมานั้นมีรายละเอียดสอดคล้องต้องกันประกอบด้วยเหตุผลให้มีน้ำหนักให้รับฟังได้อย่างมั่นคง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีพิรุธ ไม่สมเหตุสมผลจึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.1 โดยลอกเลียนจากแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.18 ที่ประกอบด้วยแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 อันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ด้วยส่วนหนึ่งเพื่อนำออกขายหากำไรโดยมีเจตนากระทำการดังกล่าว แต่โดยที่โจทก์มีลิขสิทธิ์เฉพาะงานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 ที่ปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในแผนที่เอกสารหมาย จ.18 โดยแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2529 ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกไกด์ได้พัฒนาปรับปรุงตามเวลาที่ผ่านไปนานประมาณ 20 ปี อันทำให้สภาพพื้นที่กรุงเทพมหานครมีถนนและสิ่งก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาก ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลอกเลียนแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.18 ที่พัฒนามาจากแผนที่เอกสารหมาย จ.28 มาก จนไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการทำซ้ำโดยการคัดลอกงานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 คงถือได้ว่าเป็นเพียงการดัดแปลงเท่านั้น ซึ่งก็เป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในส่วนเฉพาะงานแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.28 ของโจทก์ที่ได้รับโอนลิขสิทธิ์จากนางวรรณทนาโดยเป็นเพียงลิขสิทธิ์ส่วนหนึ่งของแผนที่เอกสารหมาย จ.18 ที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ และเมื่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในการทำแผนที่เอกสารหมาย จ.1 เอง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายแผนที่ของตนก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่างานแผนที่ที่จำหน่ายไปนั้นทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) แต่โจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวกันแสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษเป็นกรรมเดียว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นเพียงบางส่วน อย่างไรก็ตามเมื่อฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงบางส่วนของงานตามคำฟ้องจึงสมควรกำหนดโทษให้น้อยลงตามสมควรเพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 200,000 บาท และลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13535/2557 บริษัทบางกอกไกด์เทคโนโลยี (1986) จำกัด โจทก์ บริษัทกรู้ฟวีแม็ป จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทบางกอกไกด์เทคโนโลยี (1986) จำกัด · จำเลย - บริษัทกรู้ฟวีแม็ป จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · อร่าม เสนามนตรี · ปริญญา ดีผดุง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายนทดล กิติกัมรา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำทก.(อ)257/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 9647/2557ฎีกา 681/2491ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 5598/2540ฎีกา 20/2491ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 647/2563ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1666/2521ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 239/2484ฎีกา 960/2559ฎีกา 831/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา