⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 14768/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14768/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลที่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือว่าจำเลยยอมรับคำสั่งนั้นโดยปริยาย

ย่อคำพิพากษา

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ บบส. พ. เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และบริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามคงยื่นคำร้องคัดค้านว่า การส่งประกาศยึดทรัพย์ หมายบังคับคดี และประกาศขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสามจะยื่นคำร้องคัดค้านการเข้าสวมสิทธิของผู้ร้อง แต่ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยทั้งสามก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติว่า บบส. พ. เป็นผู้สวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์โดยชอบ บบส. พ. จึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และสามารถโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.229

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามฟ้อง แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามเงื่อนไขในสัญญา ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2543 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด ครั้นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทดังกล่าวยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ผู้เข้าสวมสิทธิจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7366 ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อออกขายทอดตลาด บริษัทบริหารสินทรัพย์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนผู้ร้อง จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ และบริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวภายในระยะเวลาตามกฎหมาย คงมีแต่เพียงกรณีที่จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 คัดค้านว่า มีการส่งประกาศยึดทรัพย์ หมายบังคับคดี และประกาศขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งว่า การส่งหมายและประกาศดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามฎีกาโดยยกข้ออ้างขึ้นใหม่ด้วยว่า ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์มิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา จึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8238/2554 แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสามจะยื่นคำร้องคัดค้านลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 มีใจความคัดค้านการเข้าสวมสิทธิของผู้ร้อง ทั้งยังกล่าวอ้างว่า การโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ บริษัทดังกล่าวจึงไม่อาจสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ แต่ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยทั้งสามไม่อาจถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาตามกฎหมาย ดังนี้ ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด เป็นผู้สวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์โดยชอบ และเมื่อเป็นการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมทั้งหลักประกันเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ที่มีเจตนารมณ์ในการแก้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินและกระทบกระเทือนต่อความสามารถในการให้สินเชื่อภาคเศรษฐกิจ บริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด จึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และสามารถดำเนินการบังคับคดีเอาแก่ที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองได้โดยไม่จำต้องจดทะเบียนเป็นผู้รับจำนอง รวมทั้งสามารถโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14768/2557 ธนาคารไทนุ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหาร สินทรัพย์พาลาภ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ผู้ร้อง นายวินัย พิริยะวณิชย์ โดยนายมนัส พิริยะวณิชย์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารไทนุ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน · ผู้ร้อง - บริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด · จำเลย - นายวินัย พิริยะวณิชย์ โดยนายมนัสพิริยะวณิชย์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ · สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์ · สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระยอง - นายอนุสรณ์ สมทิพย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายยอน พลาบดีวัฒน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2620/2556

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4024/2536ฎีกา 3152/2545ฎีกา 4820/2548ฎีกา 9867/2544ฎีกา 1843/2551ฎีกา 432/2503ฎีกา 3251/2534ฎีกา 5590/2548ฎีกา 3589/2525ฎีกา 615-616/2488ฎีกา 2099/2532ฎีกา 4789/2553ฎีกา 2860/2529ฎีกา 9203/2547ฎีกา 5768/2534ฎีกา 2981/2545ฎีกา 4802/2548ฎีกา 1049/2526ฎีกา 215/2544ฎีกา 1747/2548ฎีกา 12104/2553ฎีกา 9662/2544ฎีกา 1520/2548ฎีกา 6629/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา