⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10492/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10492/2558

บุกรุก

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลในคดีอาญาไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง แต่จะนำมาประกอบการพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอื่น ๆ ในคดีอาญาจนกว่าจะแน่ใจว่าพยานหลักฐานของโจทก์เพียงพอลงโทษจำเลยได้.

ย่อคำพิพากษา

ในคดีอาญาไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง เพราะในคดีแพ่งศาลจะชั่งน้ำหนักคำพยานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่ากัน แต่ในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่าพยานหลักฐานของโจทก์พอรับลงโทษจำเลยได้หรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 ดังนั้น คำพิพากษาในคดีของศาลแพ่งซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าว จึงเป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลจะนำมาชั่งน้ำหนักประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งเพียงอย่างเดียวมาวินิจฉัยชี้ขาดว่า จำเลยทั้งสองปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามในที่ดินโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีนี้หาได้ไม่ การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 นำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีนี้มารับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้ว เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 937/2552 และที่ 843/2552 จะผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองคดีนี้ ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแพ่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก็ตาม แต่เป็นการผูกพันเฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้ว คดีนี้เป็นคดีอาญาซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง เพราะหลักการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักคำพยานในคดีแพ่งและคดีอาญาไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ในคดีแพ่ง ศาลจะชั่งน้ำหนักคำพยานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่ากัน แต่ในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่าพยานหลักฐานของโจทก์พอรับฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 937/2552 และที่ 843/2552 จึงเป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลจะนำมาชั่งน้ำหนักประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในคดีนี้ว่าข้อเท็จจริงมีน้ำหนักพอรับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดจริงตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งดังกล่าวเพียงอย่างเดียวมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามในที่ดินของโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และของจำเลยทั้งสองในคดีนี้หาได้ไม่ การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 1 ปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามดังกล่าว จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10492/2558 บริษัทเหมืองแร่บางมรวน จำกัด โจทก์ นายจรูญหรือสรศักดิ์ เทพราช กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเหมืองแร่บางมรวน จำกัด · จำเลย - นายจรูญหรือสรศักดิ์ เทพราช กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี สุเทพากุล · โสฬส สุวรรณเนตร์ · กิจชัย จิตธารารักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายวิริยะ อรุณเพชรฤทัย · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายจรัส วงศ์ตระกูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2067/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 185/2535ฎีกา 3345/2535ฎีกา 824/2535ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1148/2534ฎีกา 647/2563ฎีกา 831/2541ฎีกา 2718/2538ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 5957/2530ฎีกา 8651/2558ฎีกา 16561/2557ฎีกา 1386/2521ฎีกา 2724/2519ฎีกา 9368/2552ฎีกา 786/2519ฎีกา 2632/2529ฎีกา 4903/2562ฎีกา 47/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา