คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1268/2558
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งของศาลที่ว่าคดีมีมูลนั้นเด็ดขาด และศาลชั้นต้นต้องประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปโดยไม่อาจทบทวนหรือวินิจฉัยยกฟ้องในข้อหานั้นได้อีก.
ย่อคำพิพากษา
ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 167 บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล ถ้าคดีไม่มีมูล ให้พิพากษายกฟ้อง" และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา" ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลและให้ประทับฟ้องสำหรับข้อหาดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามขั้นตอนในชั้นพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่มีอำนาจหยิบยกข้อเท็จจริงในข้อหาที่ศาลชั้นต้นสั่งว่ามีมูลแล้วขึ้นมาทบทวนและวินิจฉัยยกฟ้องข้อหาดังกล่าวในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้อีก
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 137, 157, 172, 198, 326, 332 (2) ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจังหวัดอุดรธานี พื้นที่ไม่น้อยกว่าหกตารางนิ้ว เป็นเวลาสามวัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 157, 172 และ 198 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาข้อหาดังกล่าว โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูลแล้วนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167 บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล ถ้าคดีไม่มีมูล ให้พิพากษายกฟ้อง" และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา" ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลและให้ประทับฟ้องสำหรับข้อหาดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามขั้นตอนในชั้นพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่มีอำนาจหยิบยกข้อเท็จจริงในข้อหาที่ศาลชั้นต้นสั่งว่ามีมูลแล้วขึ้นมาทบทวนและวินิจฉัยยกฟ้องข้อหาดังกล่าวในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ยกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะข้อหาดังกล่าวต่อไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1268/2558
นายธนิสรหรือสหพรรษ จินานุรักษ์ โจทก์
พันตำรวจเอกพีระวุฒิ สุวรรณประสิทธิ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายธนิสรหรือสหพรรษ จินานุรักษ์ · จำเลย - พันตำรวจเอกพีระวุฒิ สุวรรณประสิทธิ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมชาติ ธัญญาวินิชกุล · ประทีป ดุลพินิจธรรมา · สมจิตร์ ทองศรี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายสถาบัน บุญเติม · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสัญญา ภูริภักดี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.2262/2557 |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา